Banner20131203_InvestorClass
แนวทางการกำหนดน้ำหนักพอร์ตลงทุนทางเลือก
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend
 

Image

ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
หัวหน้างาน ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบวิชาชีพ
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

ขั้นที่ 3 กำหนดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

การกำหนดน้ำหนักการลงทุน เป็นการกำหนดกรอบของการลงทุนทั้งประเภทสินทรัพย์และสัดส่วน ภายหลังจากที่เราได้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งตนเอง (ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ข้อจำกัดต่างๆ ความชอบความสนใจ และเป้าหมายทางการเงิน) รวมทั้งสถานการณ์แวดล้อม (แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และนวัตกรรมทางการเงินต่างๆ) กรอบการลงทุนนี้จะเป็นการสร้างวินัยการลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพราะช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัจจัยด้านอารมณ์ เช่น เน้นถือสินทรัพย์บางประเภทที่ตนเองคาดหวังผลตอบแทนในสัดส่วนที่มากเกินไปแทนที่จะกระจายการลงทุน (ไม่คำนึงถึงหลักการจัดพอร์ต) หรือไม่ยอมลดน้ำหนักการลงทุนเมื่อหุ้นขึ้น (เกิดความโลภ) และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเมื่อหุ้นตก (เกิดความกลัว) เป็นต้น

ท่านผู้อ่านอาจลองนึกภาพการกำหนดน้ำหนักสินทรัพย์เพื่อการลงทุนคล้ายกับการจัดวางกองทัพ โดยเราจะกำหนดกลยุทธ์ด้วยการวางรูปแบบหลักของกองทัพทั้งหน่วยต่างๆ และจำนวนคนในแต่ละหน่วยไว้ ซึ่งเป็นการวางรูปแบบที่เราคาดว่าจะทำให้มีชัยชนะได้ ต่อมาเมื่อเข้าสู่สนามแล้วอาจมีสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกองทัพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในเชิงของการลงทุนแล้ว การกำหนดน้ำหนักสินทรัพย์ที่เราเชื่อว่าจะใช้เป็นแกนหลัก (Core) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน จึงเรียกว่า การจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic asset allocation) และการปรับปรุงน้ำหนักสินทรัพย์เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นตามสถานการณ์จึงเรียกว่า การจัดสรรสินทรัพย์เชิงยุทธวิธี (Tactical asset allocation)

 

รูปแบบการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ 

มาเริ่มกันที่การจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ วิธีการจัดสรรนี้มีทั้ง 

  1. การใช้พอร์ตต้นแบบ (Model portfolio)
  2. แบบจำลองพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ (Optimizer)

วิธีการแรกเป็นการใช้พอร์ตที่กำหนดขึ้นมาแบบสำเร็จรูปตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งการประเมินระดับความเสี่ยงนี้มักใช้แบบทดสอบ Risk profile questionnaire โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปทำแบบทดสอบความเสี่ยงบนเวบไซต์ของ TSI (http://edu.tsi-thailand.org เลือกทดสอบสไตล์การลงทุน) ซึ่งเป็นการวัดความเต็มใจรับความเสี่ยง (willingness to take risk) เป็นหลัก เพื่อให้เห็นภาพว่าพอร์ตเบื้องต้นที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุนนั้นมีการแบ่งน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับสูง-กลาง-ต่ำเป็นสัดส่วนเท่าใด ทั้งนี้ พอร์ตที่ได้รับจากแบบทดสอบของ TSI นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เท่านั้น มิใช่คำแนะนำให้ลงทุน

อย่างไรก็ตาม แม้พอร์ตสำเร็จรูปจะให้ความสะดวกในการกำหนดน้ำหนักการลงทุนเบื้องต้น แต่ข้อจำกัดคือวิธินี้มาจากการตั้งโจทย์คำถามขึ้นมาจากระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนั้น พอร์ตการลงทุนที่เป็นคำตอบจึงอาจให้ผลตอบแทนน้อยกว่าหรือมากกว่าที่ผู้ลงทุนต้องการได้ ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้ว จึงต้องมีการนำสมมติฐานเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ รวมทั้งความสามารถรับความเสี่ยง (ability to take risk) เข้ามาประกอบเพื่อปรับปรุงน้ำหนักพอร์ตเชิงกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ต้องการ

ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนรายหนึ่งมีพอร์ตต้นแบบที่ระบุน้ำหนักสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ 25% (แสดงด้วยกองทุนตลาดเงิน) ความเสี่ยงปานกลาง 30% (แสดงด้วยพันธบัตร) และความเสี่ยงสูง 45% (แสดงด้วยหุ้นสามัญ) น้ำหนักเหล่านี้สามารถจัดแบ่งเพื่อให้นำสินทรัพย์ทางเลือกเข้ามาในพอร์ตได้ โดยอาจแบ่งแบบเท่ากันหรือที่เรียกว่า Naïve diversification หรือปรับเพิ่มลดตามความชอบความสนใจโดยที่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ ตัวอย่างการจัดพอร์ตในส่วนนี้ อาจเป็นดังนี้

มูลค่าการลงทุนเริ่มต้น

2,000,000 บาท

ระยะเวลาลงทุน

3 ปี

ระดับความเสี่ยง

ประเภทสินทรัพย์

น้ำหนักเชิงกลยุทธ์

มูลค่าเงินลงทุน

ความเสี่ยงต่ำ
(น้ำหนักรวม 25%)

กองทุนตลาดเงิน

10%

200,000

พันธบัตรรัฐบาล

15%

300,000

ความเสี่ยงปานกลาง
(น้ำหนักรวม 30%)

สินค้าโภคภัณฑ์

20%

400,000

FIF ตราสารหนี้

10%

200,000

ความเสี่ยงสูง
(น้ำหนักรวม 45%)

หุ้นในประเทศ

30%

600,000

FIF ตราสารทุน

15%

300,000

อีกวิธีหนึ่งซึ่งนิยมใช้ไม่แพ้กันคือ Optimizer หลักการของวิธีนี้คือให้แบบจำลองคำนวณหาระดับความเสี่ยงต่ำสุดของการลงทุนบนสมมติฐานอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่คาดหวังของแต่ละสินทรัพย์ ค่าสหสัมพันธ์ผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ รวมทั้งข้อกำหนดช่วงของน้ำหนักการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ (Weighting range) หรือการคำนวณหาอัตราผลตอบแทนสูงสุดของการลงทุนบนสมมติฐานตัวเลขความเสี่ยงที่กำหนดไว้ และสมมติฐานอื่นดังกล่าว วิธีการคือนำสมมติฐานของสินทรัพย์ทั้งพื้นฐานและทางเลือกเข้ามาประมวลผลพร้อมกัน ผลที่ได้คือพอร์ตการลงทุนที่ระบุน้ำหนักสินทรัพย์แต่ละประเภทตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งก็คือการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ TSI จะนำโปรแกรม Optimizer ให้ผู้สนใจได้ทดลองใช้เร็วๆ นี้

 

รูปแบบการจัดสรรสินทรัพย์เชิงยุทธวิธี

นอกเหนือจากการจัดสรรเชิงกลยุทธ์แล้วการจัดสรรเชิงยุทธวิธีก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยจะช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับผลกำไรมากขึ้นด้วยการเพิ่มน้ำหนักเป็นการชั่วคราวในสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับเพิ่ม และลดผลขาดทุนด้วยการลดน้ำหนักเป็นการชั่วคราวในสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับลง ทั้งนี้ ขอย้ำว่าการปรับน้ำหนักเชิงยุทธวิธีจะทำเป็นการชั่วคราวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ การเบี่ยงเบนออกไปจากแกนหลักควรมีการกำหนดนโยบายไว้ตั้งแต่ต้นว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทควรเบี่ยงเบนได้เท่าใดและมีระยะเวลาไม่เกินกี่เดือน

ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนกำหนดเงื่อนไขว่าหากในอนาคตเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้น ไม่ว่าจะมาจากเหตุก่อการร้ายหรือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ อันทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้า และเป็นผลให้สินทรัพย์ทางเลือกประเภทสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ผู้ลงทุนสามารถปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 10%-20% เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน การกำหนดน้ำหนักเชิงยุทธวิธีอาจเป็นดังนี้

ระดับความเสี่ยง

ประเภทสินทรัพย์

น้ำหนักเชิงกลยุทธ์ระยะเวลา

น้ำหนักเชิงยุทธวิธี

ช่วงของน้ำหนัก

ระยะเวลา

ความเสี่ยงต่ำ
(น้ำหนักรวม 25%)

กองทุนตลาดเงิน

10%

5%-60%

6 เดือน

พันธบัตรรัฐบาล

15%

5%-30%

6 เดือน

ความเสี่ยงปานกลาง
(น้ำหนักรวม 30%)

สินค้าโภคภัณฑ์

20%

5%-40%

6 เดือน

FIF ตราสารหนี้

10%

0%-20%

6 เดือน

ความเสี่ยงสูง
(น้ำหนักรวม 45%)

หุ้นในประเทศ

30%

0%-50%

6 เดือน

FIF ตราสารทุน

15%

0%-30%

6 เดือน

จะเห็นว่าสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงอาจเปิดโอกาสให้ไม่ลงทุนเลยก็ได้ หากเห็นว่าจะส่งผลกระทบในทางลบกับพอร์ต หรืออาจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวหากวิเคราะห์แล้วว่าสถานการณ์เป็นในแง่บวกกับการลงทุน ส่วนสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำประเภทกองทุนตลาดเงินนั้น อาจกำหนดช่วงน้ำหนักระดับสูงได้ถึง 60% เพื่อเป็นการ “พักเงิน” กรณีผู้ลงทุนเห็นว่าความผันผวนของของสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ น่าจะยืดเยื้อเป็นเวลานาน

สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างการจัดสรรน้ำหนักทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงยุทธวิธีเพื่อกำหนดเป็นนโยบายการลงทุน อันจะเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนได้ การลงทุนอย่างเป็นระบบตามแผนการที่ได้วิเคราะห์มาแล้วนี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนหลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยทางอารมณ์ในการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้...

เข้าใจเงินเฟ้อ (2)
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

คุณมนต์ชัย ตั้งสถาพรพงษ์


 

ตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึงความหมายของเงินเฟ้อ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดภาวะเงินเฟ้อ และวิธีคิดของเครื่องมือดังกล่าวกันไปแล้ว ในตอนที่ 2 นี้ (ตอนสุดท้ายของเรื่องนี้) จะกล่าวถึงที่มาของเงินเฟ้อและผลกระทบของเงินเฟ้อ โดยเริ่มจากสาเหตุหลักๆ 2 ประการที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อก่อน สาเหตุแรกเกิดจาก “แรงดึงด้านอุปสงค์” (Demand - Pull Inflation) ซึ่งมักจะเกิดในเวลาที่เศรษฐกิจค่อนข้างดี ประชาชนมีกำลังซื้อมาก เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาสินค้าและบริการได้ตามแรงผลักดันของผู้ซื้อ และอีกสาเหตุหนึ่งมาจาก “แรงดันด้านต้นทุน” (Cost - Push Inflation) สาเหตุนี้มักจะเกิดในช่วงสงคราม มีภัยธรรมชาติ หรือในช่วงที่ปัจจัยการผลิตหลักปรับราคาขึ้นอย่างมาก เช่น น้ำมัน ค่าแรง เป็นต้น

เมื่อเข้าใจถึงที่มาแล้ว ประเด็นต่อไป คือ ผลกระทบของเงินเฟ้อ โดยผู้เขียนขอแบ่งผลกระทบที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นมุมมองที่มีประโยชน์ต่อผู้ลงทุนทั่วไปไว้ 3 มุม มุมแรกเป็นผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภคโดยทั่วไป อีกมุมหนึ่งเป็นผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อการออมและการลงทุน ส่วนมุมสุดท้ายเป็นผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งจะอธิบายตามลำดับ ดังนี้

มุมแรก ผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภคโดยทั่วไป กล่าวคือ เงินเฟ้อจะทำให้อำนาจซื้อในกระเป๋าของผู้บริโภคลดลง โดยเงินในกระเป๋าผู้บริโภคจำนวนเท่าเดิม จะสามารถซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้ในปริมาณที่ลดลง ทั้งนี้ หากมองในด้านรายจ่าย จะพบว่าผู้บริโภคทุกคนจะเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน คือ เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ทุกคนจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่หากมองในด้านรายได้ กลับพบว่า แต่ละคนจะเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อรายได้ของ ผู้ที่มีรายได้ประจำ ทั้งข้าราชการ พนักงานบริษัท และลูกจ้าง รวมถึงผู้ที่ได้รับเงินบำนาญ จะขึ้นอยู่กับการปรับเงินเดือนหรือค่าจ้างว่ามากกว่าหรือน้อยกว่าเงินเฟ้อ เช่น การที่กระทรวงแรงงานประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำในเขตกรุงเทพมหานครในปี 2551 จาก 191 บาท เป็น 194 บาท เพิ่มขึ้น 3 บาท หรือคิดเป็น 1.57% แต่เมื่อพิจารณาถึงเงินเฟ้อในปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ 2.3% แสดงว่าอำนาจซื้อของลูกจ้างที่ได้รับรายได้ตามอัตราค่าแรงขึ้นต่ำลดลง 0.73% ในทางกลับกัน สำหรับพนักงานที่ทำงานในสำนักงาน หากได้ปรับเงินเดือนประจำปีขึ้น 5% แสดงว่าอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น 2.7% เป็นต้น สำหรับผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อรายได้ของคนกลุ่มต่อไปที่จะกล่าวถึง คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ประกอบการ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อหรือไม่ ขึ้นอยู่ความสามารถในการผลักภาระต้นทุนต่างๆ ไปให้ลูกค้า เช่น หมู เห็ด เป็ด ไก่ รวมถึงก๊าซหุงต้มที่แพงขึ้น โดยในกรณีที่แม่ค้าขายข้าวแกงไม่สามารถปรับราคาขายได้ เนื่องจากมีร้านขายอาหารเปิดใหม่ในละแวกเดียวกันหลายร้าน กรณีอย่างนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่แค่กำไรที่ได้รับลดลงเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้แม่ค้าขาดทุนอีกด้วย  

 

มุมต่อมา หากมองถึงผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อการออมและการลงทุน จะพบว่าเงินเฟ้อเป็นศัตรูที่สำคัญของการออมและการลงทุน เนื่องจากการออมและการลงทุนในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การเลื่อนการบริโภคในวันนี้เอาไว้บริโภคในอนาคต ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงกว่าผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน จะทำให้เงินที่เก็บสะสมไว้ใช้ในอนาคตมีมูลค่าหรือมีอำนาจซื้อลดลง ตัวอย่างเช่น หากเราฝากเงินไว้กับธนาคาร 100 บาท ได้ผลตอบแทน 2.5% ต่อปี สมมติว่าอัตราเงินเฟ้อในขณะนั้นอยู่ที่ 5% ต่อปี นั่นหมายความว่า ตอนปลายปีเราจะได้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจากธนาคารทั้งสิ้น 102.50 บาท ในขณะที่ราคาสินค้าและบริการที่เคยซื้อได้ในราคา 100 บาทเมื่อปีก่อน (สมมุติว่าเป็นข้าวสารบรรจุถุง ขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 100 บาท) มีราคาสูงขึ้นเป็น 105 บาท แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวน 102.50 บาทนั้น ทำให้คุณซื้อข้าวสารได้เพียง 4.88 กิโลกรัม จากตัวอย่างดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงผลกระทบจากเงินเฟ้อในด้านนี้ด้วย เนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมฝากเงินไว้กับธนาคาร เพราะเชื่อว่าธนาคารมีความมั่นคงปลอดภัยสูง และจะช่วยรักษาเงินออมทุกบาททุกสตางค์ไว้ได้อย่างปลอดภัย โดยหารู้ไม่ว่าเงินออมของตนเองนั้นมีมูลค่าหรือมีอำนาจซื้อลดลงเรื่อยๆ จากผลกระทบของเงินเฟ้อดังที่กล่าวไปแล้ว คำถามต่อมาคือ หากเป็นเช่นนี้  เราจะมีทางแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญค้นพบก็คือ การนำเงินออมไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นการฝากธนาคารเอาไว้ส่วนหนึ่ง และแบ่งไปลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หรือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารหรือการซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้น แม้จะให้ผลตอบแทนไม่มากนัก แต่มีความปลอดภัยสูง ส่วนการนำเงินอีกส่วนไปลงทุนในหุ้นกู้ หุ้นสามัญ หรือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมนั้น แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งการกระจายการลงทุนเช่นนี้จะทำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และมีค่าสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ

สำหรับผู้ที่ลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือทองคำ จะพบว่าสินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งมีงานศึกษาค้นคว้าจากต่างประเทศยืนยันว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับภาวะเงินเฟ้อมากที่สุด ส่วนบ้านและที่ดิน โดยรวมจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ ดังนั้น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือทองคำก็ถือว่าเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจอีกประเภทหนึ่ง

 

มุมสุดท้าย ผลกระทบของเงินเฟ้อที่มีต่อผู้กำหนดนโยบาย โดยปัจจุบันประเทศไทยดำเนินนโยบายการเงินแบบที่เรียกว่า “Inflation Targeting” คือ การดำเนินนโยบายโดยใช้อัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเน้นการดูอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นเกณฑ์ ซึ่งโดยทั่วไปภาครัฐจะดำเนินนโยบายโดยรักษาสมดุลระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกับเงินเฟ้อ กล่าวคือ รัฐบาลต้องการเห็นเงินเฟ้อในระดับอ่อนๆ หรือในระดับที่ทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมและมีความยั่งยืน

โดยสรุปแล้ว ผู้เขียนเพียงต้องการสื่อให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจว่า เงินเฟ้อเป็นปรากฎการณ์ปกติของสังคมทุนนิยม ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญ คือ ทำให้อำนาจซื้อของเราลดลง ดังนั้น หากมองในแง่ของบุคคลทั่วไปที่มีเงินออม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาระดับอำนาจซื้อของตนเองไว้ อย่างไรก็ตาม หากทุกคนเข้าใจตรงจุดนี้แล้ว ก็ย่อมที่จะเห็นถึงความสำคัญของการออมและการลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า สุดท้ายจะทำให้พวกเราทุกคนสามารถบริหารจัดการกับเงินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยครับ

แนวคิดสากลของการบริหารความเสี่ยงด้วย Basel II
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

Image

Image

 

 

โดย สุทธิพันธุ์ ถาวรวงษ์

และฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์, FRM

 

 

สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

แนวคิดสากลของการบริหารความเสี่ยงด้วย Basel II

บทความเรื่องการบริหารความเสี่ยงทางการเงินทั้งสามตอนที่ผ่านมา ได้นำเสนอกรณีศึกษาสำคัญที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ทั้งของความผันผวนของตราสารทางการเงิน ความเสี่ยงด้านเครดิตจากพอร์ตสินเชื่อและคู่ค้า รวมทั้งความผิดพลาดในองค์กรซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการขาดการบริหารความเสี่ยงที่ดีแม้ในบางส่วนบางฝ่ายงานก็สามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อองค์กรโดยรวมได้ ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

แนวคิดการบริหารความเสี่ยงที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อธนาคารพาณิชย์ไทยในปัจจุบันคือ Basel II (บาเซิลทู) เนื่องจากเป็นแนวคิดระดับสากล ที่แม้ว่าเริ่มแรกจะใช้กับธนาคารพาณิชย์ที่มีธุรกรรมระหว่างประเทศ (International active banks) ในกลุ่ม G-10 แต่ได้แพร่ขยายไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของไทยนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยจะนำหลักเกณฑ์นี้มาใช้ช่วงปลายปี 2551 และคาดหวังให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับตัวตามเกณฑ์ Basel II ได้อย่างมีประสิทธิภาพในปี 2553

ที่มาและความสำคัญของ Basel II

เกณฑ์ Basel II นี้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์กับการดำรงเงินกองทุนสำรองขั้นต่ำ โดยเป้าหมายของ Basel คือเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆ เหล่านี้มีการทำธุรกรรมระหว่างกัน ดังนั้น หากสถาบันการเงินใดเกิดปัญหาขึ้นก็ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินอื่นด้วย หลักการพื้นฐานของแนวคิดนี้คือความเสี่ยงนั้นต้องสามารถประเมินได้เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้ และหากองค์กรใดมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี การประเมินความเสี่ยงเพื่อใช้คำนวณเงินที่ต้องใช้กันสำรองไว้กับธนาคารกลางก็จะน้อยลง ทำให้ธนาคารสามารถนำไปสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น

Basel ได้รับการพัฒนาขึ้นโดย Bank for International Settlement (BIS) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ของประเทศต่างๆ ในการกำกับดูแลความเสี่ยง เสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงิน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการทำวิจัยทางเศรษฐกิจและการเงิน โดย BIS ได้ตั้งคณะกรรมการ Basel Committee on Banking Supervision ขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางการคำนวณเงินกองทุนสำรองขั้นต่ำของธนาคารพาณิชย์

เกณฑ์ Basel ที่ออกมาในระยะแรกคือในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ.1992) เรียกว่า Basel Capital Accord หรือ Basel I ซึ่งกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสำหรับความเสี่ยงด้านเครดิต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยในปี 2539 กำหนดให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านภาวะตลาด โดยธนาคารสามารถเลือกใช้วิธีการคำนวณความเสี่ยงขั้นพื้นฐานคือ Standardized approach หรือขั้นสูงเรียกว่า Internal model approach ได้

นอกจากนี้ เพื่อให้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง สามารถสะท้อนความเสี่ยงและสอดคล้องกับภาวะตลาดการเงินที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น BIS จึงได้พัฒนาและออกเกณฑ์ใหม่เรียกว่า New Basel Capital Accord หรือ Basel II ขึ้นในปี 2547 ซึ่งเรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเกณฑ์เดิมอย่างมาก เพราะนอกจากจะครอบคลุมความเสี่ยงด้านที่เหลืออยู่คือด้านปฏิบัติการ และเพิ่มเติมแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงด้านต่างๆ แล้ว ยังรวมถึงการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินด้วย

 

หลักเกณฑ์เสาหลัก 3 ต้น

กรอบแนวคิดของ Basel II เรียกว่าเสาหลัก 3 ต้น (Three Pillars) แบ่งออกเป็นการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ ซึ่งรวมความเสี่ยงทั้งสามประเภทดังกล่าวข้างต้นไว้ (เสาหลักต้นที่ 1) การกำกับดูแลจากทางการและการประเมินความเสี่ยงด้านอื่น (เสาหลักต้นที่ 2) และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใส (เสาหลักต้นที่ 3)

Image

โดย Basel II สนับสนุนให้ธนาคารใช้แบบจำลองขั้นสูงในการคำนวณความเสี่ยง เพื่อให้สะท้อนการดำเนินงานของตนเองได้มากขึ้น โดยมีสิ่งจูงใจคือสัดส่วนการกันสำรองที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม การจะใช้แบบจำลองขั้นสูงได้นั้นธนาคารจะต้องมีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี เช่น หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านการบริหารความเสี่ยงต้องมีสถานะแยกเป็นอิสระจากหน่วยงานด้านจัดการกองทุนหรือสินเชื่อ คือไม่อยู่ภายใต้ผู้บริหารสายงานรายเดียวกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และควรเป็นหน่วยงานที่สามารถรายงานผลให้คณะกรรมการขององค์กรทราบได้โดยตรง ซึ่งธนาคารพาณิชย์มักจะแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) ขึ้น เพื่อให้ความเห็นต่อนโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการติดตามและการประเมินความเสี่ยงของทั้งองค์กร

สิ่งที่กล่าวมาถือเป็นเพียงการเกริ่นนำ Basel II เท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th) ส่วนแนวคิดสากลที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ Enterprise Risk Management (ERM) นั้น ผู้เขียนจะนำเสนอในตอนต่อไป

เพิ่มผลตอบแทนด้วยตราสารอ้างอิงที่ไม่ใช่หุ้นสามัญ
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

รศ.ดร. กุลภัทรา  สิโรดม
รศ.ดร. พันทิศา  ภาวบุตร


 

ปัจจุบันผู้ลงทุนในประเทศไทยมีทางเลือกในการลงทุนที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (financial assets) มากขึ้น นอกจากหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้นสามัญ กองทุนรวม ตลอดจน ตราสารล่วงหน้าต่างๆ เช่น warrants,  SET50 Index Futures และ SET50 Index Options ที่จะเริ่มซื้อขายกันเร็วๆ นี้  แล้วยังมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (Agriculture Futures Exchange of Thailand หรือ AFET)  โดยที่ตราสารอ้างอิงคือสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและแปรรูปรายใหญ่ของโลก

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่าสินค้าเกษตรเช่น ยางพารา (และสัญญาล่วงหน้าของยางพารา) เป็นทางเลือกในการลงทุนที่อาจเพิ่มผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลงหรือเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ได้

ความผันผวนของยางพาราเมื่อเทียบกับหุ้นสามัญ 

ตารางที่ 1 แสดงค่าสถิติเบื้องต้นของผลตอบแทนรายเดือนเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ค่าความผันผวนของผลตอบแทน) ของดัชนี SET,  ดัชนี SET50, กองทุนรวมหุ้นสามัญ, ยางพารา และการฝากเงิน 3 เดือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1998 – มิถุนายน 2007

ตารางที่ 1 สถิติรายเดือนเฉลี่ย

ตัวแปร

จำนวนเดือน

ผลตอบแทน

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

SET

112

0.34%

7.74%

SET50

112

0.28%

8.61%

กองทุนรวมหุ้นสามัญ

112

0.57%

8.15%

ยางพารา

112

0.72%

7.99%

เงินฝาก 3 เดือน

112

0.26%

0.20%

 

 

แผนภูมิที่ 2: ค่าความแปรปรวนเคลื่อนที่ 12 เดือน

Image

จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ยางพารา (Rubber) ให้ผลตอบแทนสูงสุด คือเฉลี่ย 0.72% ต่อเดือน และมีค่าความผันผวนหรือความเสี่ยงที่วัดจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.99% ซึ่งต่ำกว่าค่าความเสี่ยงจากการลงทุนใน SET50 หรือกองทุนรวมหุ้นสามัญ (ค่าความเบี่ยงเบนเท่ากับ 8.61% และ 8.15% ตามลำดับ) จากแผนภูมิที่ 1 ซึ่งแสดงค่าความแปรปรวนเคลื่อนที่ 12 เดือน ของผลตอบแทนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET 50  ผลตอบแทนจากทองคำ (Gold) และผลตอบแทนจากยางพาราเห็นได้ชัดเจนว่าทองคำและยางพารา มีผลตอบแทนที่ผันผวนน้อยกว่าผลตอบแทนจากตลาดหุ้นสามัญ และถ้าคำนวณค่าเบต้า ซึ่งคือค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ หรือความสัมพันธ์ของความ ผันผวนของตัวแปรกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET50 มีผลลัพธ์ดังปรากฏตามตารางที่ 2

 

ตารางที่ 2 ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ (ค่าเบต้า) เคลื่อนที่ 48 เดือน 

ตัวแปร

ค่าเบต้าเทียบกับ SET50

กองทุนรวมหุ้นสามัญ

0.616

ยางพารา

-0.007

แผนภูมิที่ 2: ค่าเบต้าเคลื่อนที่ 48 เดือน 

Image

จากสถิติข้างต้นและแผนภูมิที่ 1 ชี้ให้เห็นว่ายางพารามีทิศทางความผันผวนในทางตรงกันข้ามกับหุ้นสามัญ (ค่าเบต้าติดลบ) ซึ่งน่าจะมีคุณสมบัติในการเป็นสินค้าที่ช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนจากการลงทุนหรือเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน

 

ผลตอบแทนและความเสี่ยงของกลุ่มสินทรัพย์เมื่อมียางพารา 

การเลือกน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุด ณ จุดความเสี่ยงหนึ่งๆ หรือ ณ ผลตอบแทนระดับหนึ่ง การลงทุนมีความเสี่ยงต่ำที่สุดนั้นโดยรักษาระดับอัตราผลตอบแทนไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ดัชนีอ้างอิง (Benchmark index) สามารถทำได้โดยใช้วิธี optimization จากข้อมูลรายเดือนและรายไตรมาส จากราคาและผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างๆ  ผลของ optimization โดยวิธีการปรับการลงทุนทุกเดือนและทุกไตรมาส ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1998 – เดือนมิถุนายน 2007 จากกลุ่มสินทรัพย์ 4 กลุ่ม ซึ่งอิงกับอัตราผลตอบแทนของตลาดโลก โดยมีสินทรัพย์ในแต่ละกลุ่มตามตารางที่ 3 ข้างล่างนี้

ตารางที่ 3 สินทรัพย์ตามกลุ่มลงทุน 

สินทรัพย์ที่ลงทุน

กลุ่มที่ 1

กลุ่มที่ 2

กลุ่มที่ 3

กลุ่มที่ 4

ทองคำ

/

/

-

-

อสังหาริมทรัพย์

/

/

/

/

กองทุนหุ้นสามัญ

/

/

/

/

ตลาดเอเซียที่ไม่รวมญี่ปุ่น

/

/

/

/

ยางพารา

-

/

-

/

เงินฝากประจำ 3 เดือน

/

/

/

/

ความแตกต่างของกลุ่มที่ 1 และ 2 อยู่ที่กลุ่มที่ 1 ไม่มียางพารา ส่วนกลุ่มที่ 3 และ 4 ไม่ได้ลงทุนในทองคำ และกลุ่มที่ 3 ไม่ลงทุนในยางพารา  การลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ ข้างต้นมีการปรับการลงทุนทุกเดือนและทุกไตรมาส  มีผลประกอบการดังตารางที่ 4

 

ตารางที่ 4 ผลประกอบการกลุ่มสินทรัพย์

กลุ่มที่ *

ผลตอบแทนเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

Reward-to-risk ratio**

 

 

ปรับการลงทุนทุกเดือน

 

1

1.02%

3.85%

0.27

2

1.10%

2.88%

0.38

3

1.08%

3.99%

0.27

4

1.00% 

2.88%

 0.35

 

 

ปรับการลงทุนทุกไตรมาส

 

1

0.69%

3.35% 

0.20

2

1.25%

 2.94%

 0.42

3

0.85%

3.79% 

0.22

4

1.48%

3.02%

0.49

* กลุ่มที่ 2 และ 4 มียางพารา
** Reward to risk = อัตราผลตอบแทน / ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน

จากสถิติข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนของกลุ่มสินทรัพย์ที่มียางพาราจะให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Reward-to-risk ratio) ที่สูงกว่า ทั้งการปรับการลงทุนแบบรายเดือนหรือแบบไตรมาส และโดยรวมแล้วกลุ่มดังกล่าวให้มีผลตอบแทนสูงเฉลี่ยรายเดือนและรวมไตรมาสสูงกว่า (ยกเว้นกลุ่มที่ 4 แบบมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนที่มีผลตอบแทนต่ำกว่ากลุ่ม 1 และกลุ่ม 3 เล็กน้อย แต่ความเสี่ยงลดลงมากจนทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงสูงขึ้น) กล่าวคือ การมียางพาราในกลุ่มลงทุนเป็นการเพิ่มผลตอบแทนและสามารถกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนได้อย่างดี

ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยางพารา และอื่นๆ ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ต่อผู้ที่มีความต้องการซื้อหรือขายสินค้า (เกษตร) และราคามีความผันผวนเช่น ผู้ผลิตยางพาราต้องการขายให้ได้ราคาสูงๆ  ผู้ซื้อยางพาราเป็นวัตถุดิบก็ต้องการซื้อที่ราคาต่ำๆ ผู้ต้องการซื้อก็อาจไปซื้อสัญญาล่วงหน้ายางพารา และผู้ขายต้องการขายก็อาจเข้าไปขายสัญญาล่วงหน้ายางพารา เพื่อลดความเสี่ยงและควบคุมรายได้หรือค่าใช้จ่ายได้ ผู้ลงทุนทั่วไปก็สามารถเข้ามาซื้อขายสัญญาเหล่านี้ได้ โดยทำกำไรจากการลงทุนเมื่อซื้อและราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้น (ราคาล่วงหน้าสูงขึ้น) หรือกำไรจากการลงทุนขายสัญญาล่วงหน้า และราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง (ราคาล่วงหน้าต่ำลง) เหมือนกับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าดัชนี SET50
บทวิเคราะห์นี้ แสดงให้เห็นประโยชน์ของการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีตราสารอ้างอิงกับยางพารา เช่น futures ของยางพาราที่มีการซื้อขายใน AFETกล่าวคือ “ผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้”

เข้าใจระบบเศรษฐกิจ: เรื่องง่ายนิดเดียว
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

Image

ดร. กฤษฎา เสกตระกูล
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบวิชาชีพ
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม มนุษย์มีบทบาทหน้าที่ต่างๆกันไป การวิเคราะห์บทบาทของมนุษย์ในสังคมนั้นขึ้นอยู่กับมิติที่เรามองสังคมว่าเป็นอย่างไร ถ้าเรามองสังคมไทยในมิติของภูมิศาสตร์  คนไทยที่อยู่ในสังคมที่มีเขตแดนในเอเชียอาคเนย์แบบที่เห็นบนแผนที่โลก คนไทยก็มีบทบาทเป็นพลเมืองไทยอยู่ภายใต้พื้นที่นี้  ถ้าเรามองสังคมไทยในมิติของเศรษฐกิจ  ประเทศไทยก็คือระบบเศรษฐกิจระบบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้อยู่เป็นเอกเทศ  แต่เชื่อมโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจของโลกด้วย  และคนไทยไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในสังคมนี้ ก็มีบทบาทในเชิงเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของไทยด้วยกันทั้งสิ้น บทความนี้จะอธิบายให้ท่านเห็นว่า เราทุกคนเป็นหน่วยเศรษฐกิจของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วยตลาดหลายๆตลาด อาทิ ตลาดสินค้าและบริการ ตลาดเงินทุน ตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน ตลาดแรงงาน และตลาดเงินตราต่างประเทศ การดำรงชีวิตของเราในเชิงเศรษฐกิจต่างก็เกี่ยวข้องทั้งในลักษณะเป็นสาเหตุและเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงในตลาดเหล่านี้

1. รู้จักระบบเศรษฐกิจ แบบจำลองง่ายๆ เวลาพูดถึงระบบเศรษฐกิจ อธิบายได้ดังรูปต่อไปนี้

รูปที่ 1 แบบจำลองของระบบเศรษฐกิจ

Image

ที่มา : พัฒนาขึ้นสำหรับบทความนี้

ตามแบบจำลองนี้มองว่า ระบบเศรษฐกิจเหมือนตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งมีตลาดย่อยๆหลายตลาดมาอยู่รวมกัน ตลาดนี้ไม่ได้มีพื้นที่ตั้งที่ชัดเจน แต่ละตลาดย่อย ๆ มีสินค้าเป็นของตนเอง แต่องค์ประกอบสำคัญของตลาดที่จะเกิดขึ้นก็คือต้องมีผู้ซื้อ (อุปสงค์หรือ demand)  และผู้ขาย (อุปทานหรือ supply) หน่วยเศรษฐกิจ เช่นบุคคล นิติบุคคล ซึ่งสรุปได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ บุคคลหรือครัวเรือน (households) ธุรกิจ (businesses) และรัฐบาล (Governments) ต่างก็มีบทบาทต่างๆกัน บางครั้งก็เล่นบทเป็นผู้ซื้อ บางครั้งก็อาจเล่นบทเป็นผู้ขายในตลาด

 

ลองดูบทบาทของหน่วยเศรษฐกิจในตลาดต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

  • ตลาดสินค้าและบริการ ส่วนใหญ่คนทำงานทั่วไปเล่นบทของผู้ซื้อในตลาดนี้ ทุกวันเราต้องซื้ออาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค 
    ค่าน้ำ ค่าไฟ ในขณะที่หน่วยเศรษฐกิจ เช่นธุรกิจหรือรัฐบาลก็เป็นผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าและบริการเหล่านี้
  • ตลาดแรงงาน คราวนี้ธุรกิจที่ผลิตสินค้าบริการมาขาย เล่นบทผู้ซื้อแรงงงานบ้าง เพราะแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการผลิตร่วมกับทุนและเทคโนโลยี ส่วนครัวเรือนก็เล่นบทเป็นผู้ขายแรงงาน (supply) ให้กับตลาดแรงงาน เงินเดือนค่าจ้างที่ได้จากการขายแรงงาน ก็จะนำไปซื้อสินค้าและบริการ ส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายก็จะเก็บออม และนำไปลงทุนในตลาดเงินทุนและตลาดสินทรัพย์ทางการเงินต่อไป
  • ตลาดเงินทุน หน่วยเศรษฐกิจทั้ง 3 กลุ่ม ต่างก็มีรายได้ ค่าใช้จ่าย และสถานะงบประมาณต่างๆกัน บางหน่วยย่อยอาจมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ทำให้มีเงินออมเหลือซึ่งเรียกว่ามีสถานะเกินดุล (surplus) บางหน่วยย่อยมีสถานะรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย  หรือเรียกว่า สถานะขาดดุล (deficit) และต้องการเงินทุนมาชดเชยการขาดดุล ดังนั้นหน่วยเศรษฐกิจที่มีสถานะขาดดุล ก็จะเป็นผู้ซื้อเงินทุน (demand) โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยให้กับเจ้าของเงินทุนหรือผู้ที่มีสถานะเกินดุล
  • ตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน ตลาดนี้เป็นคู่แฝดหรือเงาของตลาดเงินทุน เพราะการที่คนที่มีสถานะขาดดุลจะไปขอยืมเงินทุนมาก็จะต้องแลกด้วยสัญญาทางการเงินหรือตราสารทางการเงิน (ซึ่งเรียกว่า สินทรัพย์ทางการเงินก็ได้) ผู้ให้ยืมหรือคนที่มีสถานะเกินดุล จึงจะมั่นใจว่าจะได้รับเงินทุนคืน ดังนั้นคนที่มีสถานะขาดดุล ซึ่งเป็นผู้ซื้อเงินทุนในตลาดเงินทุน ก็จะเป็นผู้ขายสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน ในขณะที่คนที่มีสถานะเกินดุล ซึ่งเป็นผู้ขายเงินทุนในตลาดเงินทุน ก็จะเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน
  • ตลาดเงินตราต่างประเทศ หน่วยเศรษฐกิจต่างๆอาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมในต่างประเทศไม่มากก็น้อย ซึ่งทำให้เกิดการได้รับหรือต้องการเงินตราต่างประเทศ เช่น หน่วยเศรษฐกิจที่เป็นครัวเรือน อาจเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ต้องการนำเงินตราสกุลต่างประเทศไปใช้จ่าย การแลกซื้อเงินตราต่างประเทศจึงแสดงพฤติกรรมเป็นผู้ซื้อในตลาดนี้ ขณะที่หน่วยเศรษฐกิจที่เป็นธุรกิจ เช่น ธนาคารพาณิชย์ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ขายเงินตราต่างประเทศให้ เป็นต้น

การอธิบายว่าระบบเศรษฐกิจประกอบไปด้วยตลาด 5 ตลาดนี้ จึงเป็นการอธิบายโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่เข้าใจได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังสามารถเห็นภาพได้ว่า ประชาชนอย่างเราก็เป็นหน่วยเศรษฐกิจหนึ่งที่อยู่ในระบบนอกเหนือจากธุรกิจและรัฐบาลและบทบาทของหน่วยเศรษฐกิจเหล่านี้ก็ทำให้หรือได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดต่างๆเหล่านี้ จึงอาจสรุปได้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากระบบเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สาเหตุส่วนหนึ่งก็เกิดจากเราและผลกระทบก็มีผลต่อเราด้วยเช่นกัน

 

2. เขาดูอะไรกันบ้างในระบบเศรษฐกิจ ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าจะเขียนหัวข้อย่อยนี้ว่า “ตัวแปรที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ”  แต่ดูแล้วจะเป็นวิชาการมากเกินไป แต่ที่จริงก็คือเรื่องของตัวแปรนั่นเอง  เมื่อเราเข้าใจภาพรวมของระบบเศรษฐกิจแล้ว  เราก็ต้องเข้าใจต่อมาว่า ระบบเศรษฐกิจมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  และเรารู้ได้อย่างไรว่ามีความเคลื่อนไหว  และอะไรที่ทำให้ปัจจัยเหล่านี้มีความเคลื่อนไหว

ความเคลื่อนไหวของระบบเศรษฐกิจ ก็มาจากความเคลื่อนไหวของตลาดต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจ  ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มาจากการเปลี่ยนแปลงความต้องการซื้อของผู้ซื้อ (demand) ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง  และมาจากการเปลี่ยนแปลงการเสนอขายของผู้ขาย (supply) ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเช่นกัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้ซื้อและผู้ขายนี้  มาจากทั้งปัจจัยภายในของผู้ซื้อผู้ขายเอง และมาจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรค ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นหรือลดลงดังกล่าวข้างต้น  ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในของผู้ขาย เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีของโทรทัศน์จอแบนที่ก้าวหน้าขึ้น  และผลิตได้ในราคาที่ถูกลง  ทำให้โทรทัศน์จอแบนถูกผลิตออกมาขายได้เพิ่มขึ้น และไปกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้ซื้อ กล่าวคือ มีความต้องการซื้อโทรทัศน์จอแบนเพิ่มขึ้น  และมีความต้องการซื้อโทรทัศน์แบบเดิมลดลง เป็นต้น

ถ้าถามต่อมาว่าเรารู้ได้อย่างไรว่า มีความเคลื่อนไหวในตลาดต่างๆ เหล่านี้  การตอบคำถามนี้ ต้องใช้ความรู้พื้นฐานง่ายๆทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายเกี่ยวกับตลาดว่า ในตลาดมีผู้ซื้อผู้ขาย  เขามาซื้อขายสินค้ากัน จะซื้อขายกันได้มากน้อย ปัจจัยที่สำคัญก็คือราคา (price) ถ้าราคาถูก ผู้ซื้อก็อยากซื้อ  ส่วนผู้ขายก็ต้องดูว่า ขายแล้วจะขาดทุนหรือไม่ ถ้าพอมีกำไรก็ขายได้ ปริมาณ (quantity) การซื้อขายก็เกิดขึ้นได้ “ราคา” จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการซื้อขายสินค้าในตลาด และตลาดก็เป็นองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจ  สรุปตัวแปร “ราคา” ได้ดังตารางที่ 1 ต่อไปนี้

ตารางที่ 1 ตัวแปรสำคัญในระบบเศรษฐกิจ

ตลาด

สินค้า

ตัวแปร (ราคา)

ตลาดสินค้าและบริการ

สินค้าและบริการ

ราคาสินค้าและบริการ

ตลาดเงินทุน

เงินทุน

อัตราดอกเบี้ย

ตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน

สินทรัพย์ทางการเงิน

ราคาสินทรัพย์ทางการเงิน

ตลาดแรงงาน

แรงงาน

ค่าจ้าง

ตลาดเงินตราต่างประเทศ

เงินตราต่างประเทศ

อัตราแลกเปลี่ยน

ที่มา : พัฒนาขึ้นสำหรับบทความนี้

 

ถ้าเราอยากรู้ว่าเศรษฐกิจเคลื่อนไหวอย่างไรก็สามารถดูการเปลี่ยนแปลงจากตัวแปรราคาทั้ง 5 ตัวนี้ได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่นักเศรษฐศาสตร์เวลารายงานเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจจะพูดถึงตัวแปรทั้ง 5 ตัวเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ควรทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรเหล่านี้จะส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน

รูปที่ 2 การเชื่อมโยงผลกระทบในระบบเศรษฐกิจ

Image

ที่มา : พัฒนาขึ้นเพื่อการศึกษานี้

หมายเหตุ:

 

 

D     คือ   ความต้องการซื้อ (อุปสงค์ หรือ demand)

 

 S     คือ   ปริมาณผลิตเพื่อขาย (อุปทาน หรือ supply)

 

 AD   คือ   ความต้องการซื้อระดับประเทศ (อุปสงค์มวลรวม หรือ aggregate demand)

 

 AS   คือ   ปริมาณผลิตเพื่อขาย (อุปทานมวลรวม หรือ aggregate supply)

 

 PA   คือ   ระดับราคาสินค้าของประเทศ (gross domestic price)

 

 P     คือ   ระดับราคาสินค้าและบริการ (price of goods and services)

 

 w    คือ   ค่าจ้าง (wage)

 

  i     คือ   อัตราดอกเบี้ย (interest rate)

 

  PS  คือ   ราคาสินทรัพย์การเงิน (price of securities)

จากรูปที่ 2 อธิบายการเชื่อมโยงผลกระทบในระบบเศรษฐกิจ โดยสมมติตัวอย่างจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน  ซึ่งเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่เป็นปัจจัยการผลิตของสินค้าและบริการอื่นๆ

 

  1. ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนผลิตของสินค้าบริการอื่นเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตจะกำหนดราคาสินค้าให้สูงขึ้น เพื่อรักษาระดับกำไรที่ต้องการ  ราคาสินค้าที่สูงขึ้นทำให้ผู้ซื้อลดความต้องการซื้อลง
  2. เมื่อผู้ซื้อลดการซื้อลง ภายใต้กำลังการผลิตเดิม ผู้ขายจะเหลือสินค้าคงเหลือมากขึ้นเพราะขายได้น้อยลง  ในระยะต่อไป จะพยายามลดการผลิตลง เพื่อปรับให้มีระดับเหมาะกับความต้องการซื้อ การลดกำลังการผลิตจะส่งผลกระทบให้ลดการจ้างงานในตลาดแรงงาน  กระทบต่ออุปสงค์แรงงาน เกิดอุปทานแรงงานส่วนเกิน ทำให้ต้องลดคนงานลง คนงานถ้าอยากทำงานต้องยอมลดค่าจ้างลงมา ทำให้ค่าจ้าง (w) มีค่าลดลง
  3. ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตเพื่อส่งออกเสียเปรียบคู่แข่งในต่างประเทศ ทำให้ส่งออกได้น้อยลง ขณะที่ราคาสินค้าโดยเปรียบเทียบในต่างประเทศถูกกว่า ทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นส่งผลให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น ทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศ เพราะจะมีการนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินตราต่างประเทศมากขึ้น (เรียกว่า ความต้องการเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น) ราคาเงินตราต่างประเทศมีระดับสูงขึ้น (แข็งค่าขึ้น) และราคาเงินบาทจะอ่อนค่าลง
  4. การที่ผู้ผลิตลดกำลังการผลิตลง หมายถึง ความต้องการสินเชื่อมีน้อยลง ความต้องการเงินทุนจะลดลง สถาบันการเงินในฐานะเป็นผู้ปล่อยอุปทานเงินทุนออกมา จะเหลือเงินทุนมาก ทำให้ราคาเงินทุนหรืออัตราดอกเบี้ยมีระดับลดลง หากลดลงถึงระดับหนึ่งอาจจูงใจให้ผู้ผลิตเห็นว่าต้นทุนทางการเงินลดลง จนหันมาขยายกำลังการผลิตในระยะต่อไป
  5. อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ผู้ฝากเงินมองหาช่องทางการลงทุนในทางเลือกอื่น เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ (สินทรัพย์ทางการเงิน) ความต้องการหลักทรัพย์สูงขึ้น ทำให้ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น

การปรับตัวดังที่อธิบายข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นการปรับตัวเท่านั้น ต้องมองภาพว่าการปรับตัวมีลักษณะซับซ้อนกระทบกันไปมา นอกจากนี้สภาพความเป็นจริงมีปัจจัยมากกว่านี้ เช่น การแทรกแซงโดยใช้นโยบายต่างๆของภาครัฐ และผลกระทบจากภายนอก จนทำให้ผลกระทบสุทธิต้องมีการประมวลผล โดยอาศัยความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ขั้นสูง ในขั้นนี้จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่พอให้เข้าใจการเคลื่อนไหวของระบบเศรษฐกิจ

ในประการสุดท้าย อยากจะชี้แจงให้เห็นว่า เวลาอธิบายผลสุดท้ายของระบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของทุกตลาดจะไปกระทบต่อรายได้ประชาชาติของประเทศ ซึ่งเป็นตัววัดการกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ มิติที่มองรายได้ของประเทศนี้  มองกันทั้งการเติบโต (growth) ของรายได้ประชาชาติ และการกระจายรายได้ให้มีความเป็นธรรม (income distribution) ซึ่งเป็นเป้าหมายทางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลทุกรัฐบาลพยายามดูแลให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เขียนหวังว่าได้เปิดมุมมองให้ท่านเห็นว่า ไม่ใช่รัฐบาลเท่านั้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ แต่เราเองในฐานะหน่วยเศรษฐกิจก็เป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำจากระบบเศรษฐกิจด้วย  ความรู้เท่าทันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการหาความรู้ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ในระดับประชาชนต่อไปว่า ในระดับจุลภาค เราควรวางแผนเศรษฐกิจส่วนบุคคลของตนเองอย่างไรให้อยู่ได้อย่างมั่นคง  ในภาวะที่ระบบเศรษฐกิจมีความผันผวนทั้งในปัจจุบันและอนาคต และในระดับมหภาคว่างานของเราในปัจจุบันจะมีโอกาสเข้าไปช่วยสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้คนไทยได้อยู่ดีกินดีได้อย่างไร

<<Previous 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | Next>>

ผลลัพธ์ 154 - 162 จาก 205
Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์

+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ส / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand