Banner20140820_DerivatvesOnline
การวิเคราะห์งบการเงิน
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 


ดร. กฤษฎา เสกตระกูล
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตร
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


1.        บทนำ 

    ถ้าผู้บริหารของบริษัทต้องการจะทำให้มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นของกิจการมีมูลค่าสูงสุด สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำก็คือค้นหาว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของบริษัทอยู่ที่ใดบ้าง และหาทางดำเนินการนำจุดแข็งและจุดอ่อนมาใช้ประโยชน์  และแก้ไขจุดอ่อน งบการเงินของบริษัทเป็นข้อมูลหนึ่งที่ผู้บริหารมีอยู่ในมือซึ่งสามารถนำมาใช้ตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของกิจการ
(Companies’ financial health) ได้ นอกจากใช้ตรวจสอบระดับความเข้มแข็งทางการเงินภายในบริษัทแล้ว ยังสามารถใช้เปรียบเทียบฐานะการเงินและ
ผลการดำเนินงานกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย การตรวจสอบด้วยการวิเคราะห์งบการเงินจะช่วยให้ผู้บริหารค้นหา
จุดอ่อน และจุดแข็งจากผลการดำเนินงานในเชิงปริมาณได้และนำไปหากลยุทธ์ที่จะใช้ประโยชน์และปรับปรุงการดำเนินงานต่อไปได้
ในบทนี้เราจะได้เรียนรู้ว่าผู้บริหารและนักลงทุนจะเรียนรู้วิธีวิเคราะห์และประเมินฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการ
จากงบการเงินได้อย่างไร ทั้งนี้ได้กำหนดรายละเอียดของวัตถุประสงค์ของการศึกษาในบทนี้ไว้ดังนี้

    -          ศึกษากระบวนการทางบัญชีในกิจการ เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นภาพว่างบการเงินถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

    -          ศึกษาลักษณะของงบดุล และงบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของงบการเงิน โดยจะได้อธิบายให้เห็นด้วยว่ารายการที่สำคัญในงบการเงินทั้ง 2 ประเภทมีอะไรบ้าง

    -          ศึกษาถึงขั้นตอนและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงิน เช่น การย่อส่วนตามแนวดิ่ง การวิเคราะห์แนวโน้ม การวิเคราะห์งบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน และการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน

2.        กระบวนการทางบัญชีในกิจการ 

    ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมากมายในกิจการ เช่น ขายสินค้าเป็นเงินสดและเงินเชื่อ สั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาใช้
ในการผลิตโดยรับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้า 30 วัน จ่ายค่าแรงคนงานเป็นเงินสด ซื้อคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในสำนักงาน กู้เงิน
ระยะยาวจากธนาคารมาใช้สร้างโรงงานใหม่ หรือ เพิ่มทุนอีก 30 ล้านบาทเพื่อขยายกิจการ เป็นต้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการได้มาและใช้ไปของเงินทุนและทรัพยากรอื่น ๆ ของกิจการ   ระบบบัญชีเป็นวิธีการนำเอารายการ
ของกิจกรรมเหล่านี้มาบันทึกให้เป็นระบบ หมวดหมู่ และออกรายงานสรุปเพื่อจะช่วยวัดหรือประเมินฐานะทางการเงินและผล
การดำเนินงานของกิจการได้

    รายการบัญชีของกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 หมวดใหญ่ๆ คือ

    ·            หมวดรายได้

    ·            หมวดค่าใช้จ่าย

    ·            หมวดสินทรัพย์

    ·            หมวดหนี้สิน

    ·            หมวดทุน

    การบันทึกรายการทางบัญชีแต่ละรายการจะถูกบันทึกรายการในลักษณะระบบบัญชีคู่ (Double entry system)ซึ่งเป็นวิธีสากลที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ในวิธีนี้เวลาบันทึกรายการบัญชีจะมีการบันทึก 2 ด้านเป็นคู่ทุกครั้ง โดยแต่ละด้านจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบัญชี 1 ใน 5 หมวดตามที่ระบุข้างต้น ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการซื้อรถบรรทุกเข้ามาใช้ในกิจการด้วยเงินสด ด้านหนึ่ง
จะต้องบันทึกว่า กิจการมีรถยนต์เข้ามา (หมวดสินทรัพย์จะมียอดเงินเพิ่มขึ้น) ส่วนอีกด้านหนึ่งจะต้องบันทึกว่า เสียเงินสดไป
(หมวดสินทรัพย์จะมียอดเงินลดลง) หรืออีกตัวอย่างเช่น ขายสินค้าให้กับนาย ก. เป็นเงิน 10,000 บาท โดยให้เครดิตกับนาย ก. 30 วัน ก็จะต้องบันทึกในด้านหนึ่งว่า มีรายได้เกิดขึ้นกับกิจการ 10,000 บาท (หมวดรายได้จะมียอดเงินเพิ่มขึ้น) ส่วนอีกด้านหนึ่งจะต้องบันทึกว่า  เกิดลูกหนี้การค้า (นาย ก.) ขึ้น 10,000 บาท (หมวดสินทรัพย์จะมียอดเงินเพิ่มขึ้น) ดังนี้เป็นต้น

 

  

 

รายการทางบัญชีต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกนำไปบันทึกโดยผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งอธิบายได้ดังรูปที่ 4.1

    จากรูปที่ 1 เมื่อเกิดรายการทางบัญชีขึ้น รายการเหล่านี้จะถูกบันทึกเก็บเอาไว้ในระบบบัญชีคู่ ซึ่งการบันทึกในขั้นแรกจะเก็บไว้ในสมุดบัญชีที่เรียกว่า สมุดรายวัน (Journal) ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด (อาจเป็น 1 วัน 1 เดือน หรือ 1 ปี) รายการในสมุดรายวันจะถูกรวบรวมหายอดสุทธิในแต่ละหมวดบัญชี และนำมาบันทึกในสมุดแยกประเภท (Ledger) หลังจากนั้นจะทำการจัดแยกหมวดหมู่อีกครั้ง เพื่อจัดทำรายงานที่เรียกว่างบการเงิน ที่มีรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปทางบัญชีและตามที่กฎหมายกำหนด เช่น รายการในหมวดรายได้และค่าใช้จ่ายก็จะถูกนำมาจัดทำเป็นงบกำไรขาดทุน รายการในหมวดสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนจะถูกนำมาจัดทำงบดุลขึ้น ส่วนงบกำไรสะสมและงบกระแสเงินสดเป็นงบที่ต่อเนื่องหลังจากเกิดงบกำไรขาดทุนและงบดุลแล้ว

    การบันทึกบัญชีตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้นสามารถทำด้วยมือ หรือใช้บันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ก็ได้ ปัจจุบันมีโปรแกรม
การบันทึกบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์แบบสำเร็วรูปจำหน่ายอยู่มากมาย ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานลงไปได้มาก อย่างไรก็ตามมี
ข้อแนะนำว่าผู้ประกอบการที่จะใช้ก็ต้องไปเรียนรู้ก่อนว่า โปรแกรมเหล่านี้มีการทำงานอย่างไรบ้าง ถ้าเรียนรู้การทำบัญชีเบื้องต้น
ด้วยมือก่อนก็จะเป็นการดี เพราะถ้าเข้าใจหลักการแล้วก็จะง่ายขึ้นที่จะเรียนรู้โปรแกรมการบันทึกบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์เหล่านี้ และ
หาทางใช้ประโยชน์ในการบริหารด้านอื่นได้อย่างเต็มที่นอกเหนือจากการออกงบการเงินเท่านั้น เช่น การดูยอดลูกหนี้ สินค้า
คงเหลือ เพื่อติดตามหนี้หรือบริหารให้มีขนาดที่เหมาะสมของสินค้าคงเหลือ เป็นต้น

 

3.        รู้จักงบการเงิน 

งบการเงินเป็นรายการทางบัญชีของกิจการ ซึ่งต้องจัดทำขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนหรือรายงานความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาหนึ่ง รายงานนี้จะแสดงเกี่ยวกับฐานะการลงทุน การจัดหาเงินทุนของกิจการนั้น และผลการดำเนินงานในช่วงนั้น งบการเงินยังแยกออกไปได้หลายประเภท ตามแต่ผู้เกี่ยวข้องจะสนใจดูตัวเลขทางบัญชีในด้านใด แต่
งบการเงินที่นักศึกษาควรรู้จักในเบื้องต้นอย่างน้อยมี 2 งบคือ งบดุล และงบกำไรขาดทุน

3.1   งบดุล (The Balance Sheet)

    งบดุล เป็นงบแสดงฐานะทางการเงินของธุรกิจ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ปกติแล้วมักเป็นวันสิ้นงวดบัญชีของธุรกิจนั้น ฐานะ
ทางการเงินในที่นี้แสดงไว้ด้วยมูลค่าของสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนของกิจการ ถ้าวิเคราะห์ลึกลงไป เราอาจกล่าวได้ว่างบดุลอาจ
แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นทรัพยากรที่บริษัทได้จัดหามาระหว่างดำเนินกิจการ (ซึ่งหมายถึงสินทรัพย์ต่าง ๆ)
อีกส่วนหนึ่งแสดงถึงแหล่งของเงินทุนที่ใช้จัดหาทรัพยากรนั้น (หมายถึงการกู้ยืมหรือหนี้สินและส่วนที่ลงทุนเองหรือจากกำไร)

    ดังนั้นขณะใดขณะหนึ่งถ้าตรวจสอบว่ากิจการมีทรัพยากรอยู่เท่าใด และใช้เงินทุนจากแหล่งใดในการจัดหาทรัพยากรเหล่านี้อาจแสดงได้โดยแจงรายละเอียดต่าง ๆ ลงในตารางข้างล่างนี้

 

สินทรัพย์

หนี้สินและทุน

 

 

 

 

 

 

 

    โดยหลักการแล้ว ทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่บริษัทได้มาจะต้องมีที่มาที่ไปว่าได้มาโดยเอาเงินมาจากไหน หรือถ้าขายสินทรัพย์ไป เงินเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน เมื่อเป็นเช่นนี้ผลรวมของสินทรัพย์จะต้องเท่ากับผลรวมของหนี้สินและทุนเสมอ การเท่ากันนี้
ภาษาทางบัญชีเรียกว่าเป็นการได้ดุลพอดี งบการเงินนี้จึงถูกเรียกว่า “งบดุล”

   

 

    เพื่อให้เห็นภาพของรายการทางบัญชีที่สำคัญในงบดุล ลองมาดูตัวอย่างโครงสร้างของงบดุลของบริษัท Green Hut ซึ่งเป็นธุรกิจค้าส่งสินค้า Giftshop  ตามตารางที่ 1 ต่อไปนี้

ตารางที่ 1
งบดุลของบริษัท Green Hut

   รายการบัญชีที่สำคัญในงบดุลซึ่งแสดงไว้ในตารางที่ 1 สามารถสรุปและอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้

1)   สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets)

    สินทรัพย์หมุนเวียนประกอบไปด้วยเงินสดและสินทรัพย์อื่น ๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ไม่ยากนัก และถูกนำมาหมุนเวียนจัดหาและใช้อยู่ในกิจการในรอบการดำเนินงานปกติของธุรกิจ ซึ่งไม่เกิน 1 ปี รายการบัญชีที่สำคัญในสินทรัพย์หมุนเวียนที่ควรอธิบายเพิ่มเติม ได้แก่

    ·       เงินสด (Cash)

    รายการนี้อาจเขียนเต็ม ๆ ได้ว่า เงินสดในมือและเงินสดในธนาคาร ซึ่งหมายถึง เงินสดที่มีอยู่ในกิจการในขณะนั้น ประกอบ
ไปด้วย เงินเหรียญ ธนบัตร และรวมไปถึงเงินฝากธนาคารประเภทต่าง ๆ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีที่ต้องการ เช่น บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เป็นต้น

    ·       ลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable)

    เมื่อบริษัทขายสินค้าแบบเงินเชื่อให้กับลูกค้า บริษัทจะยังไม่ได้รับชำระค่าสินค้าในทันที ต้องบันทึกบัญชีว่าลูกค้ายังค้างชำระเงินเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ของกิจการ เพราะเป็นสิทธิของบริษัทที่จะเรียกร้องเอาเงินตามมูลค่าสินค้านั้นจากลูกค้า โดยปกติบริษัทมักจะมีการกำหนดเวลาในการให้ลูกค้าชำระหนี้ เช่น ภายใน 30 วันหลังจากซื้อสินค้า ซึ่งเรียกว่า ระยะเวลาในการให้สินเชื่อ (Credit Term) ถ้าเลยกำหนดเวลานี้  จะถือว่าลูกค้าชำระเงินล่าช้า  ยิ่งลูกค้าชำระเงินช้าเลยเวลาที่กำหนดไปนานเท่าใด บริษัทก็จะมีค่าเสียโอกาสมากขึ้น เพราะต้องลงทุนไปในสินค้าไว้ก่อน นอกจากนี้การชำระหนี้ล่าช้าของลูกหนี้การค้า อาจทำให้บริษัทขาดกระแสเงินสดหมุนเวียนในการดำเนินงาน ต้องไปก่อหนี้เพิ่มเติมทำให้บริษัทมีภาระหนี้สินและความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทมีระดับที่สูงขึ้นได้

    ·       สำรองหนี้สูญ (Allowance for Uncollectible Accounts)

    ในบรรดาลูกค้าทั้งหมดที่ซื้อสินค้าไปแบบเงินเชื่อ ไม่ใช่ทั้ง 100% ที่จะชำระหนี้ทั้งหมด ผู้ประกอบการอาจพบทั้งลูกค้าที่ดี ชำระหนี้ตรงเวลา และลูกค้าไม่ดี ชำระล่าช้าบ้าง หรือไม่ชำระเลยบ้าง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้หลายเกรด ในวิธีปฏิบัติทางบัญชีอนุญาตให้ตั้งสำรองเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่เป็นหนี้เสียไม่ชำระหนี้จนมีโอกาสสูญไปได้ เช่น 3% ของยอดลูกหนี้การค้า คำถามเกิดขึ้นว่าเราควรกำหนดเปอร์เซ็นต์ที่จะตั้งสำรองหนี้สูญเท่าใด วิธีการอาจดูจากข้อมูลในอดีต หรือปัจจุบันของลูกหนี้หารค้า โดยแยกอายุลูกหนี้การค้าออกมา เช่น

ระยะเวลานับจาก

วันที่ลูกค้าซื้อสินค้า

ยอดเงิน

(บาท)

1-30 วัน

 325,000

31-60 วัน

      25,000

61-90 วัน

      20,000

91-120 วัน

        5,000

121-180 วัน

        7,500

มากกว่า 180 วัน

      17,500

    ถ้าเรากำหนดเครดิตเทอมให้ลูกค้าไว้ 30 วัน ลูกค้าที่มีอายุลูกหนี้อยู่ใน 1-30 วัน ก็ถือว่ายังไม่ครบกำหนดชำระเงิน แต่ถ้าเลยช่วงนี้ถือว่าเริ่มชำระช้ากว่ากำหนดแล้ว ยิ่งนานโอกาสจะเป็นหนี้สูญก็จะยิ่งมาก เราอาจกำหนดว่าถ้าอายุลูกหนี้เกินกว่า 120 วัน เราจะถือว่ามีโอกาสมากที่จะเป็นหนี้สูญ ในกรณีตัวอย่างนี้ ยอดเงินของลูกหนี้ที่เกินกำหนดชำระมากกว่า 120 วันเท่ากับ 25,000 บาท (7,500 + 17,500) เราอาจกำหนดยอดเงินนี้ให้ตั้งเป็นสำรองหนี้สูญก็ได้ ซึ่งคิดเป็น 6.67%  ของยอดหนี้ทั้งหมด ถ้า
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์นี้ที่ผ่านมาในหลาย ๆ ปีใกล้เคียงกัน ก็อาจกำหนดให้เป็นอัตราการตั้งสำรองหนี้สูญของบริษัทก็ได้

    ·       สินค้าคงเหลือ (Inventory)

    เป็นสินค้าที่ซื้อมาเพื่อขายให้กับลูกค้าและคงเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดบัญชีงบดุลนี้ ไม่ได้หมายถึงสินค้าที่ซื้อมาตลอดทั้งปี เช่น ยอดสินค้าคงเหลือ 150,000 บาท หมายถึงในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 (ตามตัวอย่างนี้) มีสต็อกสินค้าที่ตรวจนับแล้วมีมูลค่า
เท่ากับ 150,000 บาท ยอดที่ตรวจนับนี้ควรจะมียอดเท่ากับยอดตามบัญชีสินค้าคงเหลือซึ่งคำนวณได้จาก

    ·       ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expenses)

    เป็นค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายเงินไปก่อนที่ค่าใช้จ่ายนั้นจะเกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น กิจการต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของกิจการ ซึ่งมักจะต้องจ่ายสำหรับบริการประกันภัยไป 1 ปีล่วงหน้า ในทางบัญชีต้องนำค่าใช้จ่ายนี้มาตัดเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนไปอีก 12 เดือน

 

2)        สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)

    สินทรัพย์ถาวรประกอบไปด้วย ที่ดิน อาคาร เครื่องจักรและอุปกรณ์ สินทรัพย์เหล่านี้โดยหลักการก็จะใช้ในการดำเนินงานของกิจการเช่นเดียวกับสินทรัพย์หมุนเวียน แต่มีอายุการใช้งานนานกว่า 1 ปี คำอธิบายโดยสังเขปของรายการต่าง ๆ ของสินทรัพย์ถาวรมีดังนี้

    ·       ที่ดิน (Land)

    ธุรกิจขนาดย่อมบางประเภทซื้อที่ดินเพื่อใช้ในกิจการ เช่น ไว้เป็นที่ตั้งของโรงงาน การลงทุนในที่ดินไม่ควรที่กิจการจะซื้อไว้เก็งกำไร เพราะไม่ใช่ธุรกิจหลักของกิจการ และถือว่าเป็นการลงทุนแบบผิดประเภท ที่ดินจะถูกบันทึกด้วยราคาต้นทุน และไม่ต้องตัดค่าเสื่อมราคา

    ·       อาคาร (Building)

    ประกอบไปด้วยมูลค่าก่อสร้างโรงงาน สำนักงานของกิจการ ซึ่งควรมีบัญชีย่อยเพื่อแจงรายละเอียด เนื่องจากสินทรัพย์รายการนี้สามารถเสื่อมสภาพได้ เมื่อเวลาผ่านไปจึงต้องตัดค่าเสื่อมราคา ตามตัวอย่างแสดงไว้ในตารางที่ 4.1 จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายต้นทุนที่บันทึกเริ่มแรกของอาคารคือ เท่ากับ 315,000 บาท และที่ผ่านมาตัดค่าเสื่อมราคาซึ่งสะสมไปแล้ว 80,000 บาท ทำให้มี
ยอดสุทธิคงเหลือ 235,000 บาท โดยปกติอาคารจะถูกตัดค่าเสื่อมในอัตรา 5% ต่อปี (แสดงว่าจะตัดค่าเสื่อมราคาในเวลา 20 ปี)

·       อุปกรณ์ (Equipment)

คือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงงานและสำนักงาน ทั้งที่ใช้ผลิตสินค้าและสนับสนุนการผลิตสินค้า สินทรัพย์เหล่านี้
จะถูกตัดค่าเสื่อมราคาในระยะเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานว่าจะสึกหรอเร็วมากน้อยแค่ไหน

 

3)        หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities)

    หมายถึง ภาระผูกพันที่กิจการมีต่อบุคคลภายนอกและต้องชำระคืนในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี รายการสำคัญของหนี้สินหมุนเวียนได้แก่

    ·       เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable)

    เป็นหนี้สินระยะสั้นที่เกิดจากการที่บริษัทสั่งซื้อสินค้า และได้รับเครดิตเทอมจากผู้ขาย บริษัทจะต้องตั้งผู้ขายเป็นเจ้าหนี้การค้า และจะล้างยอดหนี้นี้ออกไปเมื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้การค้าแล้ว

    ·       ตั๋วเงินจ่ายค้างจ่าย (Notes Payable)

    เพื่อให้มีเงินทุนมาใช้จ่ายในการดำเนินงาน บริษัทอาจออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกว่าตั๋วเงินจ่ายให้แก่บุคคลอื่น
(อาจเป็นผู้ขายสินค้า ธนาคาร หรือบุคคลทั่วไป) แลกกับสินค้าหรือเงินทุนเพื่อมาใช้จ่าย และสัญญาว่าจะชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด ขณะที่ยังไม่ชำระคืนเงินต้นบริษัทจะต้องตั้งให้บุคคลอื่นที่ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของเราเป็นเจ้าหนี้ตั๋วเงินจ่าย

    ·       ภาษีเงินได้ค้างจ่าย

    ในแต่ละปี เมื่อบริษัทคำนวณว่าผลประกอบการมีกำไรเท่าใดแล้ว ส่วนหนึ่งของกำไร (30%) จะต้องถูกหักเป็นภาษีเงินได้และนำส่งให้ราชการตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามการนำส่งภาษีเงินได้ของปีนั้นมักจะนำส่งในปีถัดไป (ภายในเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป) เพราะกว่าเราจะรู้ยอดกำไรต้องรอปิดบัญชีในปีนั้นก่อน ซึ่งจะทราบตัวเลขก็เป็นเวลาของต้นปีถัดไปแล้ว ยอดภาษี
ที่ต้องจ่ายในปีนั้นเมื่อเราทราบว่าต้องจ่ายจริงในปีถัดไป เราก็ต้องตั้งยอดเงินนี้ไว้เป็นหนี้สินว่า ภาษีเงินได้ค้างจ่าย และจะล้างออกไปเมื่อชำระค่าภาษีนี้ให้กับทางราชการ

    ·       เงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระใน 1 ปี

    ถ้าบริษัทกู้เงินระยะยาวมา ซึ่งใช้เวลาชำระเกินกว่า 1 ปี (เช่น 5 ปี หรือ 10 ปี) ภาระการผ่อนชำระเงินกู้ระยะยาวในปีใด
จะถูกโอนยอดเฉพาะปีนั้นมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน เช่นจากตัวอย่างนี้ หนี้เงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระในปี 2544 เท่ากับ 50,000 บาท ในขณะที่เงินกู้ระยะยาวทั้งหมดที่ยังค้างต้องชำระในปีอื่น ๆ คงเหลือเท่ากับ 200,000 บาท

 

4)        หนี้สินระยะยาว (Long – Term Liabilities)

    เป็นภาระผูกพันที่กิจการมีต่อบุคคลภายนอกที่เป็นเจ้าหนี้ โดยภาระผูกพันนั้นมีอายุเกินกว่า 1 ปี รายการที่สำคัญของหนี้สิน
ระยะยาว ได้แก่

    ·       เงินกู้ระยะยาว (Bank Loan)

    คือ เงินกู้ที่บริษัทกู้มาใช้ในการดำเนินงานของกิจการจากธนาคาร ซึ่งควรจะเป็นการดำเนินงานประเภทการลงทุนระยะยาว เช่น การซื้อเครื่องจักร สร้างโรงงาน เป็นต้น เนื่องจากการลงทุนประเภทนี้ไม่สามารถคืนทุนในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะการที่สินทรัพย์
เหล่านี้จะสร้างรายได้ให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายและชำระหนี้เงินกู้ได้ต้องใช้เวลาเกินกว่า 1 ปี การกู้ยืมประเภทนี้ธนาคารจึงมักกำหนดเงื่อนไขให้ทยอยผ่อนชำระในเวลาหลายปี

5)        ส่วนของผู้ถือหุ้น (Owners’ Equity)

    ถ้าเงินลงทุนในสินทรัพย์ของกิจการส่วนหนึ่งมาจากหนี้สินหรือการกู้ยืมจากบุคคลภายนอก ส่วนที่เหลือ เราจะเรียกว่ามาจากส่วนของผู้ถือหุ้น หรือส่วนของเจ้าของ ซึ่งเป็นเงินที่ลงเป็นค่าหุ้นไปในตอนเริ่มแรก หรือตอนที่เพิ่มทุน รวมทั้งกำไรที่หามาได้จากการดำเนินงานหลังจ่ายเงินปันผล และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว ตามตัวอย่างในตารางที่ 4.1 นี้ รายการที่สำคัญในส่วนของผู้ถือหุ้น ได้แก่

    ·       ทุนจดทะเบียน (Common Stock)

    เป็นเงินค่าหุ้นสามัญที่เจ้าของกิจการหรือผู้ร่วมลงทุนจ่ายมาในตอนตั้งกิจการหรือตอนเพิ่มทุนหุ้นสามัญ จะทำให้ผู้ถือมีสิทธิ์แสดงตนเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าถือครองในสัดส่วนที่มากก็จะมีสิทธิ์ออกเสียงมาก และอาจมีสิทธิ์เข้าเป็นกรรมการบริหารบริษัท
เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารบริษัทให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ ในธุรกิจขนาดย่อมเจ้าของธุรกิจที่สร้างธุรกิจขึ้นมาหรือคนในครอบครัวของเจ้าของธุรกิจนั้นมักจะเป็นผู้้ถือครองหุ้นสามัญในสัดส่วนข้างมาก จึงมักจะดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทด้วย
หุ้นสามัญจะถูกกำหนดให้มีราคาพาร์ (Par Value) ซึ่งเป็นราคาที่ตราเอาไว้เท่าๆ กัน เช่น 10 บาทต่อหุ้น หรือ 100 บาทต่อหุ้น เป็นต้น ในตัวอย่างตามตารางที่ 4.1 หุ้นสามัญจดทะเบียนของบริษัท Green Hut มีทั้งสิ้น 40,000 หุ้น ราคา Par หุ้นละ
10 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ในระหว่างการดำเนินงานของบริษัทอาจมีการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนขายให้กับบุคคล
ภายนอกเพื่อระดมทุนมาขยายกิจการ แต่มูลค่าของกิจการตอนนี้ถือว่ามากกว่าสมัยตั้งกิจการใหม่ ๆ แล้ว ดังนั้นหุ้นสามัญอาจถูกเสนอขายในราคามากกว่าราคาพาร์ ส่วนเกินนี้เราจะเรียกว่า ส่วนเกินมูลค่าหุ้น ซึ่งจะถูกบันทึกไว้เป็นอีกรายการหนึ่งในส่วนของ
ผู้ถือหุ้นนี้

    ·       กำไรสะสม (Retained Earnings)

    เป็นกำไรที่สะสมมาของกิจการนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง กำไรนี้เป็นกำไรสุทธิของกิจการหลังจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นแล้ว
ส่วนที่เหลือจะถูกยกมาที่กำไรสะสมเพื่อเก็บไว้เป็นเงินทุนใช้ดำเนินงานในกิจการต่อไป ในกรณีที่บริษัทมีผลขาดทุนโดยตลอดหรือเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ยอดของรายการนี้เป็นยอดขาดทุนสะสมได้

 

 

3.2    งบกำไรขาดทุน (The Income Statement)

    เป็นงบแสดงถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจนั้นในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี รายการในงบกำไรขาดทุนประกอบด้วย รายได้ ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน รายได้อื่น ค่าใช้จ่ายอื่น และกำไรสุทธิ เป็นต้น ตัวอย่างของงบกำไรขาดทุนอาจแสดงได้ดังตารางที่ 2 ต่อไปนี้

 

รายการต่าง ๆ ในงบการเงิน อธิบายพอสังเขปได้ดังนี้

1)      รายได้จากการขาย (Sales Revenue)

    ทุก ๆ ครั้งที่บริษัทขายสินค้าและบริการได้ จะถูกบันทึกไว้ว่ามีรายได้จากการขายเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามรายได้จากการขายนี้
จะถูกลดยอดลง ถ้ามีการส่งคืนสินค้าที่ชำรุด และถ้ามีส่วนลดทางการค้าให้กับลูกค้า การสังเกตยอดการเคลื่อนไหวของรายการสินค้าส่งคืนจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อบริษัท เพราะถ้ายอดนี้สูงก็แสดงว่าสินค้าของบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ซึ่งบริษัทจะได้เข้าไปตรวจสอบได้ทันการณ์ รายได้จากการขายที่หักด้วยยอดสินค้าส่งคืนและส่วนลดการขาย ถูกเรียกว่า ยอดขายสุทธิ โดยปกติยอดขายสุทธินี้ควรจะมีจำนวนเงินสูงเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกิจการ จึงจะมีกำไรเกิดขึ้นจาก
การดำเนินงาน

2)      ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold)

    หมายถึงต้นทุนของสินค้าที่ขายในงวดบัญชีนั้น การคำนวณหามูลค่าของต้นทุนขายต้องใช้ยอดสินค้าคงเหลือต้นงวด
ปลายงวด และยอดซื้อสินค้าระหว่างงวด ซึ่งได้แสดงไว้ในตารางที่ 4.2 แล้ว แต่ควรทราบไว้ด้วยว่า วิธีคิดแบบนี้เหมาะกับกรณีธุรกิจแบบซื้อมาขายไปเท่านั้น ในกรณีธุรกิจผลิตสินค้า การคิดต้นทุนขายจะต้องคิดต้นทุนการผลิตก่อน ซึ่งจะมีทั้งยอดวัตถุดิบ
ค่าแรงงานทางตรง และโสหุ้ยการผลิต แต่ไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ มูลค่าต้นทุนขายนี้เมื่อนำไปหักออกจากยอดขายสุทธิ
จะทำให้ได้รายการที่เรียกว่า กำไรขั้นต้น (Gross Profit)

3)      ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses)

    นอกเหนือจากต้นทุนขายแล้ว กิจการยังมีค่าใช้จ่ายหลัก ๆ อีกเรียกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น
2 ประเภท คือ

    ·          ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses)

เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้ความพยายามทางการขายและการตลาด โดยปกติถ้าเราต้องการให้มียอดขายสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายก็จะผันแปรตาม แต่อัตราการเพิ่มควรจะเติบโตช้ากว่ายอดขายจึงจะสร้างกำไรได้ รายละเอียดของค่าใช้จ่ายในการขาย เช่น เงินเดือนและค่าคอมมิชชั่นของพนักงานขาย ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายอื่น ๆ เป็นต้น

    ·          ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses)

เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ นอกเหนือจากงานด้านการขายและการตลาด เช่น เงินเดือนของพนักงานในสำนักงาน
(ที่ไม่ใช่พนักงานขาย) ค่าน้ำค่าไฟในสำนักงาน (ไม่รวมโรงงาน) ค่าเอกสาร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เป็นต้น

4)      ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expenses)

    เป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินซึ่งบริษัทผูกพันต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้เงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ระยะสั้น หรือเงินกู้ระยะยาวก็ตาม
ค่าใช้จ่ายนี้ถือว่าเป็นภาระของบริษัทที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าบริษัทจะมีผลกำไรหรือขาดทุนก็ตาม

5)      ภาษีเงินได้ 

    ธุรกิจขนาดย่อมที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไรของการประกอบธุรกิจให้แก่ภาครัฐบาล เพื่อนำเงินนั้นไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศต่อไป เมื่อครบรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทจะสรุปรายได้และหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกจนเหลือกำไรก่อนหักภาษีเพื่อเอามาเป็นฐานในการคิดภาษีเงินได้ ซึ่งอัตราปกติจะคิดที่ 30% ของกำไรก่อนหักภาษี เมื่อนำภาษีรายได้นี้หักออกจากกำไรก่อนภาษีก็จะได้กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นยอดเงินบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน กำไรสุทธินี้หลังจากหักเงินปันผลจ่ายแล้ว
ก็จะคงเหลือปิดเข้าไว้ในกำไรสะสม เพื่อใช้ดำเนินงานหรือลงทุนในกิจการต่อไป

 

4.        การวิเคราะห์งบการเงิน 

            การที่จะวิเคราะห์งบการเงิน กิจการควรมีงบการเงินอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป เพื่อที่จะได้เปรียบเทียบและดูแนวโน้ม
การเปลี่ยนแปลง เมื่อรวบรวมข้อมูลงบการเงินมาได้แล้วก็สามารถจะเริ่มวิเคราะห์งบการเงินได้โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1)      จัดวางข้อมูลรายงานงบการเงินในงบการเงินของปีต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ

2)      เลือกเครื่องมือที่จะใช้วิเคราะห์ ซึ่งได้แก่   

    -          การย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common – size)

    -          การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend  Analysis)

    -          การวิเคราะห์งบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน (Fund Flow Analysis)

    -          การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio  Analysis)

3)      การอ่านและแปลความ

4)      การจัดทำรายงานและการใช้ประโยชน์

4.1      รู้จักเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงิน 

4.1.1   การย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common Size)

            เป็นการแปลงค่าตัวเลขของรายการต่างๆ ให้อยู่ในรูปเปอร์เซ็นต์ของรายการสำคัญในงบการเงิน ที่ต้องทำก็เพราะการดูเป็นตัวเลขเม็ดเงินทำให้เราเปรียบเทียบยากว่าในนี้เทียบกับปีที่แล้วโครงสร้างทางการเงินในงบดุล หรือโครงสร้างการทำกำไรในงบกำไรขาดทุนเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

           วิธีการทำ Common  - size อาจสรุปได้ดังนี้

    ·          ในงบดุล รายการต่างๆ จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม หรือเทียบกับหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น

                ในงบกำไรขาดทุน รายการต่างๆ จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับยอดขาย

วิธีใช้และอ่าน Common – size

    ·          Common – size ของงบดุล

    1)   ด้านสินทรัพย์  สินทรัพย์หลักได้แก่อะไร (สินทรัพย์หมุนเวียน หรือสินทรัพย์ถาวร) มีสัดส่วน (%) เท่าใด ลักษณะสัดส่วนดังกล่าวเราคิดว่าเป็นปกติหรือไม่ เพราะเหตุใด และถ้ามีสัดส่วนนี้เปรียบเทียบกันหลายๆ ปี มีความแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด นอกจากนี้ยังอาจเจาะลึกดูต่อไปได้ว่า รายการใดในสินทรัพย์หมุนเวียน หรือสินทรัพย์ถาวรที่เป็นรายการสำคัญ และสัดส่วน (%) ของรายการเหล่านี้เมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม เราคิดว่ามีรายการใดที่ผิดปกติไปมากบ้างหรือไม่เพราะเหตุใด

    2)      ด้านหนี้สินและทุน  จะพิจารณาว่า

        -          โครงสร้างการจัดหาเงินทุนของบริษัทมาจากการกู้ยืม หรือจากเงินทุนภายใน (กำไร และทุนจดทะเบียน) และมีสัดส่วนเท่าใด

        -          สัดส่วนการกู้ยืมเน้นไปในระยะสั้นเพื่อใช้หมุนเวียนในการดำเนินงานหรือเน้นไปในระยะยาวเพื่อการลงทุน

        -          สัดส่วนของหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

 

4.1.2        การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend  Analysis)

            การวิเคราะห์แนวโน้มเป็นการวิเคราะห์ตามแนวนอน วัตถุประสงค์ก็เพื่อทำให้เห็นการเจริญเติบหรืออัตราการเพิ่ม การลดของรายการที่เราสนใจ วิธีการคำนวณเราอาจดูการเปลี่ยนแปลงเทียบกันปีต่อปี หรือใช้เป็นหนึ่งเป็นปีฐาน แล้วดูว่าในปีอื่นๆ เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีฐาน เป็นต้น ในที่นี้จะลองนำเสนอวิธีการคำนวณแบบปีฐาน ดังวิธีการและตัวอย่างต่อไปนี้

วิธีใช้และอ่าน Trend  Analysis

1)      ไม่จำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ทั้งงบเหมือน Common – size เลือกเฉพาะรายการที่สนใจเช่น   

    ·          กรณีสงสัยว่าทำไมกำไรน้อย อาจนำรายการขายและค่าใช้จ่ายมาทำ Trend เปรียบเทียบ

    ·         กรณีสงสัยว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ ถูกใช้งานทำให้เกิดรายได้ ได้มากน้อยเพียงใด การเติบโตของขายกับสินทรัพย์ถาวร สินทรัพย์หมุนเวียนและสินทรัพย์รวมมาเปรียบเทียบ

2)   การอ่าน Trend ควรทำหลังจากอ่าน Common – size แล้ว เห็นปัญหาเป็นจุดๆ ซึ่งเราสงสัยอยู่แล้วจึง ดึงรายการที่สงสัยมาวิเคราะห์ด้วย Trend เพื่อยืนยันว่าเป็นปัญหาจริง เช่นถ้าทำ Common – size  แล้วเราพบว่า สัดส่วนของต้นทุนขายเทียบกับยอดขายสูงมาก ในขณะที่บริษัทยังเพิ่มยอดขายได้สูง ทำไมจึงยังทำกำไรขั้นต้นได้ไม่มากขึ้น เราอาจเริ่มสงสัยประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน อย่างนี้เราอาจนำ Trend ของยอดขายกับต้นทุนขายมาเปรียบเทียบกัน ว่าอัตราการเพิ่มของต้นทุนขายเร็วกว่ายอดขายหรือไม่

 

 

4.1.2        การวิเคราะห์งบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน (Fund Flow Analysis)

            เทคนิคการวิเคราะห์โดยใช้งบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน (Fund Flow) นี้เป็นการดูว่าในปีหนึ่งๆ บริษัทจัดหาเงินทุนมาจากที่ใด และใช้ไปในที่ใดบ้าง เท่าใด Fund Flow มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น งบแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุน (Sources  and Uses of Fund Statement) หรือ งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) ปัจจุบันส่วนใหญ่จะนิยมเรียกว่า งบกระแสเงินสดซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของงบการเงินที่บริษัทควรจะจัดทำขึ้นมา การจัดทำงบกระแสเงินสดหรือ Fund Flow นี้มีวิธีการจัดทำที่ค่อนข้างยุ่งยากอยู่บ้างสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางบัญชีมาก่อน อย่างไรก็ตามเนื่องจากงบนี้
เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์งบการเงินก็จะขอสรุปโดยย่อให้ทราบ เพื่อให้นักศึกษาพอจะเห็นภาพ อ่านและวิเคราะห์ได้

 

    จากโครงสร้างของงบกระแสเงินสดที่แสดงไว้ข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่างบนี้ทำให้เราเห็นว่ากิจการได้เงินทุนมาจากทางใด และใช้ไปในทางใด โดยการได้มาและใช้เงินนี้แบ่งได้ออกมาจาก 3กิจกรรม คือกิจกรรมการดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงินทุน

            วิธีการจัดทำงบกระแสเงินสด (สมมติสำหรับปี 2544) มีเงื่อนไข ดังนี้

    1)      ต้องมีงบดุลอย่างน้อย 2 ปี คืองบดุลปี 2544 และปี 2543 และต้องมีงบกำไรขาดทุน 1 ปี คืองบของปี 2544

    2)      นำงบดุล 2 ปี มาลบกัน (เอาปี 2544 ตั้ง ลบด้วย ปี 2543)

    รายการต่างๆ ในงบดุลที่เปลี่ยนแปลง (ยกเว้นกำไรสะสม) จะบอกถึงแหล่งที่มา และใช้ไปของเงินทุนของบริษัท

    3)      กำหนดแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุน

    · กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

            พิจารณาจากแหล่งของเงินทุนจากผลประกอบการก่อนคือ กำไรสุทธิประจำงวด (ของปี 2544) และบวกค่าเสื่อมราคาในปีนั้นกลับเข้าไป เพื่อให้เป็นกำไรที่เป็นเงินสด ผู้ประกอบการควรทราบว่า กำไรเงินสดนี้เป็นแหล่งที่มาของเงินทุนซึ่งเกิดจากการออกแรงทำมาหาได้ของกิจการ เงินทุนนี้ถือว่าบริษัทจะเอาไปใช้ลงทุน / ชำระหนี้ระยะสั้น หรือระยะยาวก็ได้เพราะมักจะไม่มีภาระผูกพัน

             นอกจากเงินทุนที่ได้มาจากกำไรแล้ว แหล่งเงินทุนจากการดำเนินงานจะได้จากรายการของสินทรัพย์หมุนเวียนที่ลดลง (ให้คิดว่าการลดลงของสินทรัพย์ถาวร เปรียบเสมือนหนึ่งการขายสินทรัพย์ออกไป แล้วได้เงินเข้ามาในกิจการจึงถือว่าเป็นแหล่งที่มาของเงินทุน) หรืออาจได้มาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินหมุนเวียน อนึ่งถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นและหนี้สินหมุนเวียนลดลงให้ถือว่าเป็นแหล่งที่ใช้ไปของเงินทุน เมื่อบวกลบรายการทั้งที่เป็นแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนแล้ว ผลสุทธิเราจะเรียกว่า กระแสเงินสดสุทธิจากการทำดำเนินงาน

    · กระแสเงินสดจากการลงทุน

             ถ้ารายการในสินทรัพย์ถาวรและสินทรัพย์อื่นเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น จะถือว่าเป็นการใช้ไปของเงินทุนที่เกี่ยวกับการลงทุน (เพราะการลงทุนหมายถึงการได้มาหรือใช้เงินทุนแบบระยะยาว ส่วนถ้ารายการในสินทรัพย์ถาวรและสินทรัพย์อื่นเปลี่ยนแปลงลดลง ก็จะถือว่าเป็นการได้มาของเงินทุนประเภทระยะยาว ผลสุทธิของทั้ง 2 ด้านจะทำให้ได้กระแสเงินสดสุทธิจากการลงทุน
(ถ้ายอดติดลบแสดงว่าแหล่งที่ใช้ไปของเงินทุนมากกว่าแหล่งที่มาของเงินทุน)

   · กระแสเงินสดจากการจัดหาเงินทุน

            เป็นการจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะยาว ซึ่งอาจได้จากการเพิ่มขึ้นของหนี้ระยะยาว และทุนจดทะเบียน แต่ต้องหักด้วยรายการที่เป็นด้านตรงข้ามกัน เช่น การลดลงของหนี้ระยะยาว และการจ่ายเงินปันผล ยอดสุทธิเราจะเรียกว่า กระแสเงินสดสุทธิจากการจัดหาเงินทุน

            การเคลื่อนไหวของกระแสเงินสดทั้ง 3 ประเภท จะสะท้อนถึงพฤติกรรมการได้มาและใช้ไปของเงินทุนของกิจการ ซึ่งเราอาจนำเอาพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้มาวิเคราะห์ว่าไปกระทบในทางบวกหรือลบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการได้

   2.    การอ่านและใช้ประโยชน์จากกระแสเงินสด

    1)   เริ่มต้นดูว่า เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ซึ่งอยู่ในกลุ่มกระแสเงินสดจากการลงทุน มีขนาดเท่าใด ให้เริ่มคิดก่อนว่า
การลงทุนในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นการลงทุนแบบระยะยาว เพราะสินทรัพย์ถาวรมีอายุการใช้งานนานกว่า 1 ปี จึงสามารถช่วยสร้าง
รายได้ให้เกิดขึ้นได้ในระยะยาว ดังนั้นเพื่อให้จัดหาเงินทุนได้ถูกประเภทก็ควรจัดหาเงินทุนแบบระยะยาวมาสนับสนุนเช่นกัน
ลองดูต่อว่าในงบกระแสเงินสดนี้อะไรที่เป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวบ้าง กลุ่มแรกสามารถจัดหามาได้จากกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินทุน (กลุ่มที่ 3 ดูในงบกระแสเงินสด) ถ้าดูมูลค่าเงินแล้วว่า เอาเงินทุนจากกลุ่มนี้ไม่พอ ก็ไปดึงมาจากกำไรเงินสด (กำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมราคา) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในระยะยาวได้  ดังนั้นเขียนได้ว่า

 เงินลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร =          เงินทุนที่ได้จากการจัดหาแบบระยะยาว + กำไรบางส่วนจากการดำเนินงาน ……(1)

2)    พิจารณาว่า การใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานมีลักษณะอย่างไร โดยดูจากกลุ่มรายการที่ 1 กำหนดความสัมพันธ์ดังนี้

 เงินลงทุนเพิ่มในเงินทุนหมุนเวียน     =    เงินทุนที่จัดหามาเพื่อใช้หมุนเวียนการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์หมุนเวียน + การลดลง
ของหนี้สินหมุนเวียน  =  การลดลงของสินทรัพย์หมุนเวียน + การเพิ่มขึ้นของหนี้สินหมุนเวียน + กำไรบางส่วนจาก
การดำเนินงาน ............ (2)

    ถ้าเงินลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร ตามสมการ (1) ทำได้ลงตัวก็หมายถึง การใช้เงินทุนระยะยาวของบริษัททำได้ถูกประเภทแล้ว แต่ถ้ารวมกำไรที่เป็นเงินสดในการดำเนินงาน กับเงินทุนระยะยาวอื่นๆ แล้วยังไม่ครอบคลุมเงินลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร แสดงว่ามีการนำเงินทุนระยะสั้นมาช่วยลงทุนด้วยจึงจะเพียงพอ อย่างนี้จะไปกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผล
ต่อเนื่องยังสภาพคล่องของกิจการในอนาคต

    ในลำดับต่อมาเราจะดู เงินทุนหมุนเวียนในสมการ (2) ว่า จัดหามาได้พอดีกับที่ใช้ไปหรือไม่ ถ้าไม่พอสามารถจะนำกำไรบางส่วนที่เหลือมาใช้ได้ ถ้าพบว่าเงินหมุนเวียนที่จัดหามามากกว่าที่ใช้ไปเป็นจำนวนมากและพิสูจน์ได้ว่าเอาไปใช้ลงทุนในสินทรัพย์ถาวร อย่างนี้ถือว่าเป็นการใช้เงินทุนผิดประเภท กิจการที่มีลักษณะใช้เงินแบบนี้ มักจะถูกพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของหนี้สินหมุนเวียน เร็วกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ระยะสั้นแย่ตามไปด้วย

 

 

4.1.2        การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Financial  Ratios)

            แม้ว่าการวิเคราะห์ Fund Flow หรืองบกระแสเงินสด จะทำให้เห็นที่มาของปัญหาทางการเงินได้ชัดเจนขึ้น แต่ถ้ามี
เครื่องมือ Financial Ratios ไปวิเคราะห์ประกอบด้วย จะทำให้การสรุปปัญหาทำได้กระชับ แบ่งเป็นกลุ่ม และหัวข้อได้ง่ายขึ้น เช่น

    -                     หัวข้อเกี่ยวกับความสามารถชำระหนี้ระยะสั้นของกิจการ

    -                     หัวข้อเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ของกิจการเพื่อก่อให้เกิดรายได้

    -                     หัวข้อเกี่ยวกับภาระหนี้สิน และความเสี่ยงทางการเงินของกิจการ

    -                     หัวข้อเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของกิจการ

            การตอบคำถามเหล่านี้สามารถใช้ Financial  Ratios เข้ามาช่วย แต่ต้องจำไว้เสมอว่าจะแปลความ Ratios เหล่านี้ได้ต้องใช้เครื่องมือ  Common – size , Trend  และ Fund Flow เป็นก่อนจึงจะทำให้การแปลความทำได้อย่างถูกต้อง

            ประเภทของ Financial  Ratios  สรุปได้ดังนี้

1)      อัตราส่วนที่วัดสภาพคล่อง (Liquidity) หรือ ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น
(Short – term solvency)

 

 

    ทำไมอัตราส่วนทางการเงินทั้ง 4 ข้างต้นนี้ จึงวัดสภาพคล่องได้ สภาพคล่องหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น
ถ้าความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นสูง ก็จะสรุปว่าสภาพคล่องสูงด้วย  Current  Ratio  สามารถบอกถึงระดับความสามารถ
ในการชำระหนี้ระยะสั้นเพราะ ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียน สามารถครอบคลุมหนี้สินหมุนเวียนได้พอดี ( 1 : 1) ก็แสดงว่าเจ้าหนี้ระยะสั้น (คือ หนี้สินหมุนเวียน) ได้รับการคุ้มครองพอดี ยิ่ง Current Ratio  ยิ่งสูงมากกว่า 1 เท่าใด เจ้าหนี้ระยะสั้นก็จะยิ่งได้รับ
ความปลอดภัยมากเท่านั้น ผู้ประกอบการควรทราบว่า เวลาไปขอสินเชื่อทางการค้า จากเจ้าหนี้การค้าเป็นจำนวนเงินมากๆ เจ้าหนี้การค้ามักจะขอดูงบการเงินของกิจการท่าน และแน่นอนที่เขาต้องดูก็คือ Current Ratio  ว่าสูงแค่ไหน จะทำให้เขาปลอดภัย
หรือไม่ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าควรจะปล่อยให้ Current Ratio  สูงโดยไม่มีขีดจำกัดเพราะสภาพคล่องที่สูงเกินไป
จะทำให้ลดความสามารถในการทำกำไรลง เช่น ถ้าถือเงินสดที่เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนไว้มากๆ แม้จะมีสภาพคล่องสูงแต่ เงินสด
ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลตอบแทนแต่อย่างใด การหาจุดที่กิจการจะมีสภาพคล่องที่เหมาะสมไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้ประกอบการแต่ละคน

    ส่วนการนำเอา Quick Ratio  มาพิจารณาสภาพคล่องด้วย ก็เพราะอยากจะรู้ว่า ในสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีอยู่ทั้งหมดนี้
ถ้าหักสินค้าคงเหลือ ซึ่งถือว่าเป็นสภาพคล่องน้อยที่สุดออกไปแล้ว เจ้าหนี้ระยะสั้นจะได้รับความคุ้มครองแค่ไหน มีข้อควรระวังไว้
ว่าจะพบว่า Quick Ratio  อยู่ในระดับต่ำ ก็อย่างเพิ่งตัดสินว่ากิจการมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะถ้าสินค้าคงเหลือของท่านยังขายได้อย่างคล่องตัวเป็นที่ต้องการของตลาด สภาพคล่องของท่านก็ยังไม่น่าจะมีปัญหา

    การนำเอาจำนวนวันหมุนเวียน ของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ มาร่วมพิจารณาสภาพคล่องก็เพราะว่าที่เราบอกว่า
Current Ratio  มากกว่า 1 แสดงว่า เจ้าหนี้ระยะสั้นได้รับการคุ้มครองเต็มที่นั้น เราจะยังบอกว่ากิจการมีสภาพคล่องดีไม่ได้
จนกว่าเราจะยืนยันว่า สินทรัพย์หมุนเวียนที่เป็นตัวเศษใน Current Ratio  นั้น มีคุณภาพดี ซึ่งเราเลือกดูรายการสินทรัพย์หมุนเวียนที่สำคัญ ได้แก่ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือมาพิจารณาว่ากิจการเราบริหาร 2 รายการนี้ได้ดีเพียงใด ในส่วนจำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้นั้น ถ้ามีระดับลดลง และต่ำกว่าระยะเวลาที่เราให้เครดิตเทอมแก่ลูกค้า ก็จะถือว่าเราบริหารลูกหนี้ได้ดีเพราะมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยลดลง ส่วนของสินค้าคงเหลือก็เช่นกัน การมีระยะเวลาที่หมุนเวียนลดลง หมายถึง การขายสินค้าเป็นไปอย่างคล่องตัว ระยะเวลาที่นำสินค้ามาเก็บในคลังสินค้าจนขายออกไปได้สามารถทำได้โดยใช้เวลาน้อยลงดังนี้เป็นต้น

  2)  อัตราส่วนวัดประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management   Efficiency)

    ถ้าผู้ประกอบการต้องการวัดว่ากิจการของท่านใช้สินทรัพย์ในการสร้างรายได้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ท่านอาจใช้
2 Ratios  ข้างต้นนี้เป็นตัวตรวจสอบได้ Total  Asset  Turnover  ใช้วัดว่า สินทรัพย์รวมทั้งหมดของกิจการสามารถนำมาใช้สร้างยอดขายได้กี่เท่า ถ้าอัตราส่วนนี้ยิ่งสูงก็ยิ่งแสดงถึงความมีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สำหรับ Fixed Asset Turnover
ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจสอบว่าประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ถาวรในการสร้างรายได้เป็นอย่างไรเหมือนกัน Total  Asset Turnover  แต่แยกดูเฉพาะสินทรัพย์ถาวร ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในกิจการบางประเภทเช่นกิจการที่ผลิตสินค้า ต้องลงทุนในอาคาร โรงงาน เครื่องจักรเป็นจำนวนมาก บรรดาสินทรัพย์ถาวรเหล่านี้ใช้เป็นหลักในการสร้างหรือผลิตสินค้าขึ้นมา จึงอยากรู้ว่าประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์เหล่านี้ในการสร้างรายได้เป็นอย่างไร

3)  อัตราส่วนวัดภาระหนี้สิน (Leverage)  และความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายทางกา เงิน (Coverage)

    ใน 2 อัตราส่วนแรกเป็นการวัดดูว่ากิจการมีภาระหนี้สินสูงเพียงใด ถ้า Debt Ratio  มีระดับที่สูงหมายถึง การลงทุนในสินทรัพย์ของกิจการส่วนใหญ่จัดหาเงินมาจากการกู้ การกู้มาสะท้อนถึงภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ในอนาคตจะมีมากขึ้น
ถ้าปัจจุบันกิจการมีแผนจะกู้อีก เจ้าหนี้ต่างๆ ดูระดับ Debt ratio  แล้วก็จะต้องคิดหนักว่าถ้าท่านเพิ่มภาระผูกพันแล้วท่านจะมี
ความสามารถจ่ายคืนหรือไม่ ถ้าการทำกำไรของกิจการท่านไม่ดีด้วยแล้ว โอกาสที่จะได้เงินกู้เพิ่มจะเป็นไปได้น้อยมาก สำหรับ Debt – to – Equity Ratio  ก็มีความหมายไปในทางเดียวกับ Debt  Ratio  เพราะถ้าท่านกู้มาก แสดงว่าท่านใช้เงินทุน
ของท่านจากส่วนของผู้ถือหุ้นน้อย อัตราส่วนนี้ก็จะสูง และสะท้อนถึงภาระหนี้สินที่สูงเช่นกัน

    ส่วนใน Ratio  ที่เรียกว่า  Times  Interest  Earned  เป็นการวัดว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่าย ค่าใช้จ่ายทางการเงินเช่นดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งเป็นภาระผูกพันที่บริษัทต้องจ่ายเช่นกันนอกเหนือจากเงินต้น จากสูตรที่เห็น ถ้าอัตราส่วนนี้ยิ่งสูงเกินกว่า 
1 เท่าใด แสดงว่ากิจการมีกำไรจากการดำเนินงานมากพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้มาก ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้มีความอุ่นใจได้มากขึ้น

 

4)  อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability)

    อัตราส่วนทางการเงินในกลุ่มนี้ เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไร ซึ่งถ้ามีข้อมูลหลายๆ ปีเปรียบเทียบกันจะทำให้เห็นว่า กิจการได้ปรับปรุงขีดความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นหรือเลวลง เช่น ตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทำไม Gross Profit Margin
ไม่เพิ่มขึ้นด้วย ผู้ประกอบการจะต้องเข้าไปหาสาเหตุว่า การบริหารต้นทุนผลิต  ต้นทุนขาย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะถ้ายอดขายเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่า อาจเป็นไปได้ว่าไม่มีการควบคุมต้นทุนได้ดีพอ ซึ่งอาจเป็นเพราะซื้อวัตถุดิบหรือสินค้ามาแพง หรือเกิดค่าใช้จ่ายรั่วไหล ในขั้นตอนการผลิต เป็นต้น

    สำหรับ Operating  Profit  Margin และ Net Profit Margin  ก็เช่นเดียวกันเป็นการตรวจสอบความสามารถในการทำกำไร
ในจุดอื่นๆ แล้วกระบวนการผลิต เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับการตลาด การขายและบริหาร ถ้าไม่มีการควบคุมให้ดีก็จะมีผลต่อกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิ เป็นต้น

    ส่วน ROA  เป็นการวัดว่า สินทรัพย์รวมของกิจการก่อให้เกิดกำไรได้มากน้อยแค่ไหน บางครั้งแม้ว่า Total  Asset Turnover จะสูงคือใช้สินทรัพย์ก่อให้เกิดยอดขายได้ดี แต่ถ้าไม่ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดีแล้วกำไรที่จะได้จากการใช้สินทรัพย์นี้ก็จะน้อยไปด้วย Ratio สุดท้ายคือ ROE เป็นการวัดว่าเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้นลงไปเอาไปสร้างกำไรให้กับกิจการเท่าใด ถ้า ROE สูง ก็สะท้อนว่า กิจการได้ใช้เงินทุนของผู้ถือหุ้นอย่างคุ้มค่า ผู้ถือหุ้นก็จะพอใจเพราะมีโอกาสจะได้เงินปันผลตอบแทนกลับมามาก โดยปกติ
ระดับ ROE จะสูงหรือต่ำจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ ROA

    ในภาพรวมทั้งหมดของกลุ่ม Profitability   Ratios นี้ อัตราส่วนที่สูงขึ้นของกลุ่มนี้ หมายถึง ความสามารถในการทำกำไร
ของกิจการจะสูงขึ้น

 

4.1    การอ่าน วิเคราะห์  และเขียนรายงาน

    หลังจากที่นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำงบการเงินมาจัดให้อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะทำการวิเคราะห์พร้อมกับคำนวณรายการต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือที่อธิบายไปแล้วในหัวข้อ 4.4 ถัดจากนั้นก็เริ่ม
การอ่าน วิเคราะห์ และเขียนรายงานขึ้น ในกระบวนการเขียนรายงานเป็นขั้นตอนที่ยาก เนื่องจากจะต้องดึงประเด็นสำคัญที่เป็น
จุดอ่อนและจุดแข็งของผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการออกมาให้เห็นเท่านั้น การเขียนรายงานวิเคราะห์งบการเงิน
จึงต้องเริ่มต้นจากการอ่านงบทั้งหมดก่อน ให้เห็นทั้งส่วนที่สำคัญและไม่สำคัญ หลังจากนั้นจึงวิเคราะห์ว่าส่วนที่สำคัญนั้นกระทบต่อกิจการในทางบวกและลบอย่างไร ในด้านต่าง ๆ ผลการวิเคราะห์ในส่วนนี้จะชี้ให้เห็นว่าฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
ของกิจการอยู่ในเกณฑ์ดีเพียงใด ในหัวข้อนี้จะได้ลองยกตัวอย่างงบการเงินของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัด ซึ่งทำธุรกิจซื้อมาขายไป เพื่อเป็นกรณีศึกษาในการอ่าน วิเคราะห์ และเขียนรายงานวิเคราะห์งบการเงิน โดยมีข้อมูลของงบการเงินดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

4.2.1        การอ่านและวิเคราะห์งบการเงิน 

จากงบการเงินของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัด เราอาจเริ่มต้นกระบวนการอ่านและวิเคราะห์งบการเงินได้ดังนี้

1.         อ่านข้อมูลดิบของงบการเงิน 

ในขั้นตอนแรกเราจะยังไม่สนใจเครื่องมือการวิเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น นักวิเคราะห์อาจเริ่มต้นโดยนำงบการเงินซึ่งมีตัวเลขมาพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับกิจการในช่วงที่ผ่านมา โดยเรียงลำดับดังนี้คือ  งบดุลด้านสินทรัพย์ งบดุลด้านหนี้สินและทุน งบกำไร
ขาดทุน และงบกระแสเงินสด ลองดูตัวอย่างกรณีงบการเงินของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัด ดังต่อไปนี้

    ·    งบดุลด้านสินทรัพย์ 

    จะเริ่มดูจากรายการบรรทัดสุดท้าย (Bottom line) ที่สำคัญได้แก่ สินทรัพย์รวม พบว่าในปี พ.ศ.2544 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 75.91 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 95.30 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2545 เหตุที่ต้องดูที่สินทรัพย์รวมก่อนก็เพราะสินทรัพย์รวมบอกถึงขนาด (Size) ของกิจการ ขนาดของกิจการที่เปลี่ยนไปจากปีหนึ่งไปสู่อีกปีหนึ่งบ่งบอกถึงการเติบโตของกิจการ ในกรณีตัวอย่างนี้เรา
จะเห็นภาพของขนาดของกิจการในปีแรก (2544) ว่าอยู่ในระดับประมาณ 75 ล้านบาท และเพิ่มเป็นประมาณ 95 ล้านบาทในปี
ต่อมา (2545) เรายังได้เห็นด้วยวากิจการมีการเติบโตในขนาดของสินทรัพย์มากขึ้นประมาณ 20 ล้านบาท ตัวเลขของมูลค่า
การเติบโตของกิจการโดยทั่วไปถือเป็นข่าวดีเพราะส่งสัญญาณว่ากิจการมีความก้าวหน้า มีการเติบโต มูลค่าสินทรัพย์ที่สูงขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่กิจการมีมากขึ้น (ถ้าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นสินทรัพย์ที่มีประโยชน์ใน
การดำเนินงาน)

    จากขนาดของกิจการซึ่งพิจารณาจากสินทรัพย์รวม เราควรจะอ่านงบต่อไปด้วยว่าเงินลงทุนที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นอยู่ในสินทรัพย์ใดบ้าง ในกรณีบริษัทขอนแก่นเกริกไกรนี้ ในปี พ.ศ.2544 การลงทุนในสินทรัพย์ 75 ล้านบาท อยู่ในรูปสินทรัพย์
หมุนเวียน 56 ล้านบาท และสินทรัพย์ถาวรประมาณ 19 ล้านบาท แล้วพิจารณาว่าสัดส่วนมูลค่าลงทุนนี้มีอะไรผิดปกติหรือไม่
เนื่องจากเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปการมีมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์ถาวรอยู่มากในกรณีนี้ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ
ส่วนการอ่านงบดุลด้านสินทรัพย์ในปี 2545 พบว่า การลงทุนในสินทรัพย์มูลค่า 95 ล้านบาท จะอยู่ในรูปสินทรัพย์หมุนเวียน 
66 ล้านบาท และสินทรัพย์ถาวร 29 ล้านบาท ถามว่าโครงสร้างทางการเงินด้านการลงทุนในสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
คำตอบก็คือมีการเปลี่ยนแปลง เราจะเห็นได้ว่าสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านบาท จากฐานในปีแรก 56 ล้านบาท และสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านบาทเช่นกัน แต่จากฐาน 19 ล้านบาท แสดงว่าสินทรัพย์ถาวรมีอัตราการเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน แต่โครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์ จะเปลี่ยนไปเท่าใด จากการอ่านเฉพาะตัวเลขแล้วมองเห็นภาพได้ยาก
เพียงแต่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง เราจะอ่านภาพได้ชัดยิ่งขึ้นจะต้องใช้เครื่องมืออื่นมาช่วย ได้แก่ การย่อส่วนตามแนวดิ่ง
(Common Size) โดยสรุปแล้วการอ่านงบดุลด้านสินทรัพย์จากข้อมูลดิบในงบอย่างน้อยทำให้เราเห็นขนาดของกิจการ การเติบโตของกิจการ และโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

·       งบดุลด้านหนี้สินและทุน 

    การอ่านงบดุลด้านหนี้สินและทุนจะบอกเราว่า เงินทุนในสินทรัพย์ของกิจการนั้นจัดหาเงินทุนมาจากที่ใดโดยปกติจะแยกที่มาของเงินทุนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ จากการกู้ยืม และจากส่วนของเจ้าของ จากตัวอย่างกรณีบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัดนี้ จะเห็นได้ว่า ในปี พ.ศ.2544 บริษัทฯจัดหาเงินทุนเพื่อมาลงทุนในสินทรัพย์ 75 ล้านบาทจากหนี้สิน 38 ล้านบาท และจากส่วนของ
ผู้ถือหุ้น 37 ล้านบาท ลักษณะดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า บริษัทฯจัดหาเงินทุนจากการกู้ยืมครึ่งหนึ่งและใช้เงินทุนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ในระดับประมาณ 1 : 1 ระดับของเงินทุนจากการกู้ยืมเทียบกับเงินทุนของตัวเองเป็นเครื่องชี้ถึงความเสี่ยงทางการเงินของกิจการด้วย เนื่องจากยิ่งกู้จากภายนอกเท่าใดความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายภาระผูกพันนี้
ก็มีมากขึ้นด้วย สำหรับข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องอ่านเพิ่มเติมก็คือหนี้สินที่กู้มานี้เป็นหนี้สินระยะสั้นหรือหนี้สินหมุนเวียนเท่าใด และหนี้สินระยะยาวเท่าใด และต้องไปพิจารณาร่วมกับเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้นด้วย นักวิเคราะห์งบการเงินควรจะทราบไว้ด้วยว่า หนี้สินหมุนเวียนเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น ซึ่งควรใช้เป็นเงินทุนสำหรับหมุนเวียนในกิจการ หนี้สินระยะยาวเป็นแหล่งเงินทุนที่ควรนำไป
ลงทุนระยะยาว ส่วนทุนจดทะเบียนและกำไรสะสมถือว่าบริษัทสามารถใช้ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว การเข้าใจแนวคิดนี้มีประโยชน์ตรงที่ใช้ประเมินเบื้องต้นว่ากิจการมีโอกาสที่จะใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ โดยลองสรุปดังนี้

    จากการสรุปข้างต้นทำให้เห็นได้ว่า การจัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มีการใช้เงินทุนแบบผิดประเภท (เช่น จัดหาเงินทุนระยะสั้นเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว)

   เมื่อเข้าใจลักษณะของงบดุลด้านหนี้สินและทุนในปี พ.ศ.2544 ดีแล้ว ในปี พ.ศ.2545 ก็สามารถอ่านงบนี้ได้ ในทำนองเดียวกัน คือ ในปี 2545 บริษัทฯจัดหาเงินทุนมาลงทุนในสินทรัพย์ 95 ล้านบาท โดยได้จากการกู้ยืม 49 ล้านบาท และจากส่วนของ
เจ้าของอีก 46 ล้านบาท ถ้าดูจากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เริ่มจะสูงมากกว่าอัตราส่วน 1 : 1 เล็กน้อย แสดงถึงภาระความเสี่ยงทางการเงินของกิจการเริ่มสูงมากขึ้นที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในปีที่ 2 นี้ เงินทุนจากภาระหนี้เพิ่มเร็วกว่า เงินทุนจาก
ส่วนของเจ้าของ (หนี้สินเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น = 49 ล้านบาท – 38 ล้านบาท  = 11 ล้านบาทแต่ส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น  = 46 ล้านบาท – 38 ล้านบาท  = 8 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามถ้าตรวจสอบความเหมาะสม การใช้เงินทุนในปี 2545 สรุปผลได้ดังนี้

    จากข้อมูลข้างต้นนี้ก็ยังคงแสดงให้เห็นว่าในปี 2545 กิจการนี้ยังคงจัดหาเงินทุนได้อย่างเหมาะสม และนำไปใช้ลงทุนในสินทรัพย์โดยไม่ผิดประเภท การจัดหาและใช้เงินทุนแบบที่ผิดประเภท โดยเฉพาะที่ต้องจัดหาเงินทุนจากระยะสั้น และนำไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวจะก่อให้เกิดปัญหาได้โดยเฉพาะในเรื่องสภาพคล่อง เช่น กรณีลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือที่ดิน อาคารโรงงาน
ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ถ้าจัดหาเงินทุนแบบการกู้ยืมระยะสั้น อาจมีปัญหาได้ เพราะผู้ปล่อยกู้อาจเรียกให้ชำระเงินกู้คืน และไม่ต่ออายุวงเงินให้ในขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้กำไรมาเป็นการคืนทุน ดังนั้นการเรียกเงินกู้ระยะสั้นอาจทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินชำระหนี้ เกิดความเสี่ยงทางการเงิน บางกรณีอาจถึงขั้นล้มละลายได้

    โดยสรุปแล้วการอ่านงบดุลด้านหนี้สินและทุนจะทำให้ทราบว่าในภาพรวมแล้ว บริษัทจัดหาเงินทุนมาจากที่ใดบ้าง มีโครงสร้างของเงินทุนอย่างไร และโครงสร้างนี้เปลี่ยนไปอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดปัญหาการจัดหาเงินทุนเป็นไปอย่าง
ไม่เหมาะสมหรือไม่  ถ้าใช่ก็อาจกระทบต่อความเสี่ยงและฐานะการเงินของกิจการต่อไปได้ในอนาคต

 

·       งบกำไรขาดทุน 

    การอ่านข้อมูลดิบของงบกำไรขาดทุนมีประโยชน์ตรงที่ช่วยบอกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของกิจการ
นักวิเคราะห์ควรเข้าใจเพิ่มเติมด้วยว่า ผลการดำเนินงานจะดีได้มาจากสองส่วน ส่วนแรกคือ จากยอดขาย ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการนำสินค้าและบริการออกไปจำหน่าย ยอดขายที่สูงจะมีผลทางบวกต่อกำไรของกิจการ ส่วนที่สองคือ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกิจการ การพิจารณาผลการดำเนินงานของกิจการจะดูจากความสามารถที่จะควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกิจการด้วย
ถ้าควบคุมได้ดีก็จะส่งผลดีต่อกำไรของกิจการด้วย เมื่อเป็นดังนี้ การเริ่มต้นอ่านงบกำไรขาดทุนเราจะไม่ดูที่บรรทัดสุดท้ายเหมือนในงบดุล เราจะเริ่มต้นที่ยอดขายแล้วจึงจะค่อย ๆ ดูที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรด้วย

    จากงบกำไรขาดทุนของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัด ในปี 2544 กิจการมียอดขาย 153 ล้านบาท ถามว่ายอดขายขนาด 153 ล้านบาทนี้ ประสบความสำเร็จหรือไม่ จากข้อมูลเท่าที่มีอยู่บอกได้ลำบกเพราะควรจะนำข้อมูลยอดขายในปี 2544 นี้ไปเทียบกับปี 2543 เพื่อเปรียบเทียบกัน อย่างไรก็ตามภายใต้ข้อมูลเท่าที่มี นักวิเคราะห์ลองพิจารณาดูว่า กิจการมีสิทรัพย์ในปี 2544 ประมาณ 75.91 ล้านบาท สินทรัพย์เหล่านี้สร้างยอดขายได้ 153 ล้านบาท คิดเป็น 2.02 เท่า (คำนวณจากยอดขาย / สินทรัพย์รวม) อัตราส่วนที่สูงนี้จะอธิบายว่ากิจการบริหารสินทรัพย์ได้ดี สร้างรายได้ได้สูง ซึ่งจะสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ดี และข้อมูล
ในปีแรกนี้จะเป็นฐานในการอธิบายผลการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงในปีต่อไปได้ หลังจากพิจารณายอดขายในปี 2544
สิ่งที่นักวิเคราะห์จะต้องกระทำต่อไปก็คือการอ่านข้อมูลงบกำไรขาดทุนรายการสำคัญที่เหลือแบบบนลงล่าง โดยที่ดูที่กำไรคงเหลือในแต่ละจุดได้แก่ กำไรขั้นต้น กำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิ ตามลำดับ จากกรณีตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าบริษัทมีกำไร
โดยตลอด  โดยมีกำไรขั้นต้นในปี 2544 เท่ากับ 61.12 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 11.81 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5.91 ล้านบาท จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่ากิจการยังดำเนินงานได้อย่างมีกำไรในทุกขั้นตอน การมีกำไรเป็นเรื่องที่บอกสัญญาณบวกแก่กิจการ แต่จะเป็นกำไรในระดับที่น่าพอใจหรือไม่ ต้องมาวิเคราะห์กันต่อไป สำหรับในปี 2545 ยอดขายของบริษัทนี้เพิ่มขึ้นจาก 153 ล้านบาท เป็น 215.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 62.6 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนผลในทางบวกว่าสินค้าและบริการของบริษัท
ยังคงได้รับการต้อนรับจากตลาดเป็นอย่างดี เมื่อพิจารณาข้อมูลกำไรในปี 2545 พบว่ากำไรขั้นต้นเท่ากับ 86.24 ล้านบาท
กำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 19.24 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9.39 ล้านบาท พบว่ากำไรในทุกระดับของปี 2545 เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ทุกรายการซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่น่ายินดี อย่างไรก็ตามถ้าเราลองพิจารณาดูปัญหาว่าในขณะที่ยอดขายในปี 2545 เพิ่มขึ้น
จากปี 2544  เท่ากับ 62.6 ล้านบาท แต่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียง 25.12 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง 3.48 ล้านบาท ตรงนี้เกิดคำถามว่าเราได้ใช้ความพยายามทางการตลาดสร้างยอดขายเพิ่มได้ถึง 62.6 ล้านบาท แต่สร้างกำไรสุทธิได้เพิ่มเพียง 3.48 ล้านบาทเท่านั้น บริษัทนี้มีปัญหาที่การควบคุมค่าใช้จ่ายหรือไม่ การตอบคำถามนี้โดยการดูจากข้อมูลดิบที่เป็นตัวเลขทำได้ยากควรใช้เครื่องมืออื่นในการวิเคราะห์งบการเงิน เช่น การย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common – Size analysis) เข้ามาช่วย ซึ่งจะได้อธิบายถึงต่อไปในภายหลัง แต่ในขั้นตอนนี้การอ่านงบกำไรขาดทุนได้ช่วยทำให้เราเห็นภาพว่ากิจการนี้ยังคงดำเนินงานได้
ตามปกติ มีการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี (การเติบโตของยอดขายสอดคล้องในทิศทางเดียวกับการเติบโตของสินทรัพย์ของกิจการ) และมีกำไร อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำกำไรเป็นประเด็นที่จะต้องทำการตรวจสอบกันต่อไป

 

·     งบกระแสเงินสด

    งบกระแสเงินสดถูกจัดทำขึ้นมาเพื่ออธิบายว่าในแต่ละปี บริษัทจัดหาเงินทุนมาจากแหล่งใด และใช้เงินทุนในกิจกรรมใดบ้าง เดิมจึงเรียกงบนี้ว่า งบแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุน กิจกรรมในการจัดหาหรือใช้ไปของเงินทุนของกิจการจะเกี่ยวข้องกับใน 3 แหล่ง คือ การดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงินทุน ตามความเห็นของผู้เขียนแล้วงบกระแสเงินสดมีประโยชน์ต่อ
การวิเคราะห์งบการเงินมาก เพราะพฤติกรรมการได้มาและใช้ไปของเงินทุน จะสะท้อนไปถึงฐานะการเงินของกิจการได้ เช่น
ต่อสภาพคล่องและภาระหนี้สิน ลองดูตัวอย่างงบกระแสเงินสดของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัดในปี 2545 ถ้าเราอ่านงบ
แต่เพียงว่า บริษัทได้เงินทุนจากกิจกรรมการดำเนินงาน 12.52 ล้านบาท และได้จากการจัดหาเงินทุนระยะยาว 2.97 ล้านบาท และใช้ไปในการลงทุนระยะยาว เท่ากับ 13.81 ล้านบาท จะทำให้มีเงินทุนคงเหลือ 1.68 ล้านบาท ถ้าอ่านเพียงแค่นี้ก็อาจทำให้ตอบในเบื้องต้นว่า บริษัทไม่มีปัญหาในการขาดแคลนเงินทุน แต่การอ่านงบกระแสเงินสดแบบนี้ไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับ
การเชื่อมโยงไปยังฐานะการเงิน

ที่จริงแล้วเราอาจอ่านงบกระแสเงินสดเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินของกิจการได้ดังต่อไปนี้

1)    อ่านดูที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของหัวข้อกระแสเงินสดจากการลงทุนก่อน

    ในงบกระแสเงินสดนี้ กิจการใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวรประมาณ 13.81 ล้านบาท (หักรายการอื่น ๆ ออกไปเพราะในที่นี้มีมูลค่าไม่สูงมากนัก) เราต้องตั้งคำถามต่อว่าเงินลงทุนส่วนนี้ควรจะจัดหาเงินทุนจึงสมควรมาจากแหล่งเงินทุนระยะยาว (เช่น เงินกู้ระยะยาว ทุนจดทะเบียน) หรือเงินทุนภายในกิจการ (เช่น กำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมราคา) ถ้าเรานำเงินทุนจากแหล่งระยะยสั้นมาใช้จะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องขึ้นได้เพราะถ้าครบกำหนดแล้วยังหาเงินทุนคืนหนี้ค่าสินทรัพย์ถาวร (ซึ่งต้องคืนทุนในเวลาที่นานกว่านั้น) ไม่ได้

2)    ดูจากการจัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

    ถ้าเราต้องลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 13.81 ล้านบาท  และดูจากแหล่งเงินทุนระยะยาวก่อน คือ ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 0.26
ล้านบาท และเงินกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น 4.08 ล้านบาท รวมเป็น 4.34 ล้านบาท หักออกจาก 13.81 ล้านบาท ยังขาดทุนอีก 9.47 ล้านบาท  ถ้าบริษัทไปนำเอาเงินทุนจากการทำมาหาได้ของกิจการ คือ กำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมราคา เท่ากับ 13.39 ล้านบาท
ซึ่งสามารถครอบคลุมการลงทุนนี้ได้ และยังเหลือเงินทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่อไป ที่อธิบายข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่า
บริษัทไม่ได้ใช้เงินทุนผิดประเภทในการลงทุนระยะยาวนี้

3)    ดูการจัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนในเงินทุนหมุนเวียน

            เงินทุนหมุนเวียนในที่นี้พิจารณาได้ทั้งที่เป็นแหล่งที่มาและแหล่งที่ใช้ไปของเงินทุนหมุนเวียน กรณีที่เป็นแหล่งที่มา
ของเงินทุนหมุนเวียน เกิดในกรณีที่หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และ / หรือ สินทรัพย์หมุนเวียนลดลง และกรณีที่เป็นแหล่งที่ใช้ไปของเงินทุนหมุนเวียน เกิดในกรณีที่หนี้สินหมุนเวียนลดลง และ / หรือ สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น สำหรับกรณีของบริษัทขอนแก่นเกริกไกรนี้การอธิบายเรื่องเงินทุนหมุนเวียนให้ดูที่รายการต่าง ๆ ในกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
(โดยตัดรายการกำไรสุทธิและค่าเสื่อมราคาออกไป) รายการที่เหลือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งสามารถนำมาสรุปได้ดังนี้

    จะเห็นได้ว่ายังขาดเงินทุนหมุนเวียนอยู่ 11.28 – 10.41  =  0.87 ล้านบาท  บริษัทสามารถไปนำบางส่วนจากเงินทุน
ภายในกิจการที่เหลืออยู่ตามที่อธิบายไปในข้อ 2 มาใช้ได้ ดังนั้นบรํษทจึงยังคงมีเงินทุนเพียงพอต่อการใช้จ่ายหมุนเวียนในกิจการ ไม่ได้เกิดปัญหาขาดแคลนเงินทุนแต่อย่างใด

    การอ่านงบกระแสเงินสดของบริษัทขอนแก่นเกริกไกรนี้ จะทำให้เราเห็นภาพได้ว่าบริษัทไม่ได้มีการใช้เงินผิดประเภท ไม่ได้เกิดสภาวะขาดแคลนเงินทุน สภาพคล่องของกิจการจึงควรจะอยู่ในระดับปกติ เมื่อพิจารณาร่วมกับการที่ยอดขายยังคงเพิ่ม และมีกำไรอยู่ จะทำให้เรารู้สึกเชื่อมั่นได้มากขึ้นว่าการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติดี

 

 2.         การอ่านข้อมูลจากการใช้เครื่องมือวิเคราะห์งบการเงิน

     ในหัวข้อที่ 4.4 ของบทนี้ได้แนะนำไปแล้วว่าเครื่องมือวิเคราะห์งบการเงินประกอบไปด้วย 4 เครื่องมือได้แก่ การย่อส่วนตาม
แนวดิ่ง การวิเคราะห์แนวโน้ม การวิเคราะห์งบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน และการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน หลังจาก
ที่เราอ่านข้อมูลดิบของงบการเงินจะทำให้เห็นภาพของกิจการเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและฐานะการเงินในระดับหนึ่ง เพื่อให้กระบวนการวิเคราะห์งบการเงินเป็นไปอย่างสมบูรณ์มากขึ้น ในขั้นตอนนี้เราจะนำเครื่องมือต่าง ๆ ข้างต้นของการวิเคราะห์งบ
การเงินมาใช้อธิบายในกรณีบริษัทขอนแก่นเกริกไกรนี้  โดยหวังว่าจะทำให้เราเห็นสภาพของกิจการนี้ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

     ·       การย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common – Size Analysis)
           

 

ข้อมูลการย่อส่วนตามแนวดิ่งของงบดุลบริษัทขอนแก่นเกริกไกร ในปี 2544 และ 2545 แสดงได้ดังนี้

 

 

 

    จาก Common – Size ของงบดุลด้านสินทรัพย์ในปี 2544 และ 2545 จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของการลงทุนในสินทรัพย์ของบริษัทมีลักษณะที่เปลี่ยนไปกล่าวคือ เดิมโครงสร้างของสินทรัพย์หมุนเวียนและสินทรัพย์ถาวรในปี 2544 มีสัดส่วนประมาณ 75% และ 25% ตามลำดับ และได้เปลี่ยนเป็นประมาณ 70% และ 30% ตามลำดับในปี 2545 ลักษณะเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าระหว่างที่บริษัทมีการเติบโตมากขึ้น (สินทรัพย์รวมเพิ่มจาก 75 ล้านบาท เป็น 95 ล้านบาท) อัตราการเพิ่มของสินทรัพย์ถาวรเพิ่มเร็วกว่าอัตราการเพิ่มของสินทรัพย์หมุนเวียน แม้ว่าในแง่ของเม็ดเงินจะมีระดับพอ ๆ กัน โดยสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านบาท เป็น 29 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านบาท) แต่ฐานของสินทรัพย์ถาวรมีขนาดที่เล็กกว่าอัตราการเพิ่มจึงสูงกว่าในจำนวนที่เท่ากัน ถ้าตรวจสอบเพิ่มเติมจะพบด้วยว่ารายการของสินทรัพย์ถาวรที่มีการเพิ่มขึ้นมากได้แก่ อาคาร เครื่องจักรและอุปกรณ์
ซึ่งก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติมต่อไปว่าเป็นการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเจริญเติบโตในอนาคตหรือไม่ อย่างไรก็ตามในภาพรวมแล้วการอ่าน Common – Size ของงบดุลด้านสินทรัพย์ไม่ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการลงทุนในสินทรัพย์
ที่มีความผิดปกติจนกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทแต่อย่างใด

    จาก Common – Size ของงบดุลด้านหนี้สินและทุนในปี 2544 และ ปี 2545 โครงสร้างของการจัดหาเงินทุนของกิจการ
มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนักกล่าวคือ ในปี 2544 การจัดหาเงินทุนจากการก่อหนี้คิดเป็น 50% และจากการใช้เงินทุนภายใน
จากส่วนของผู้เป็นเจ้าของ ประมาณ 50% ของเงินทุนทั้งหมด ส่วนในปี 2545 สัดส่วนดังกล่าวเปลี่ยนแปลงเป็น 52% และ 48% ตามลำดับ ซึ่งแสดงถึงภาระการก่อหนี้ของบริษัทมีระดับสูงขึ้นแต่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ความกังวลใจว่าภาระหนี้สินดังกล่าว
มีระดับที่สูงเกินไปหรือไม่ นักวิเคราะห์อาจทำได้โดยแยกสัดส่วนภาระหนี้สิน ออกเป็นหนี้สินระยะสั้นและหนี้สินระยะยาว พบว่า
สัดส่วนของหนี้สินระยะสั้นอยู่ในระดับประมาณ 27% และสัดส่วนของหนี้สินระยะยาวอยู่ในระดับประมาณ 23% และเมื่อนำไปเทียบกับสัดส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียน ซึ่งมีประมาณ70% จะเห็นได้ว่าครอบคลุมที่จะจ่ายภาระหนี้ระยะสั้นได้ และส่วนที่เหลือรวมกับส่วนของผู้ถือหุ้นควรจะมีส่วนเกินมากพอที่จะรองรับภาระหนี้สินระยะยาว ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 23% ได้ ดังนั้นในภาพรวมแล้ว
การอ่าน Common – Size ของงบดุลด้านหนี้สินและทุนจึงยังไม่พบความผิดปกติอย่างรุนแรงที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่อ
ฐานะการเงินของกิจการ

                     ต่อไปจะเป็นการอ่านข้อมูลจาก Common – Size งบกำไรขาดทุนของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร ในปี 2544 และปี 2545 ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    จาก Common – Size ของงบกำไรขาดทุนในปี 2544 พบว่า บริษัทมีต้นทุนขายคิดเป็นประมาณ 60% ของยอดขาย ทำให้คงเหลือกำไรขั้นต้น 40% เมื่อหักค่าใช้จ่ายขายและบริหารแล้ว กิจการมีกำไรจากการดำเนินงานคงเหลือ 7.70% เมื่อเทียบกับยอดขายหลังจากหักดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว บริษัทมีกำไรสุทธิคงเหลือ 3.80% เมื่อเทียบกับยอดขาย สำหรับ
ในปี 2545 บริษัทยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับในปี  2544  คือ 40% ในขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มีระดับที่ลดลงทำให้กำไรสุทธิต่อยอดขายมีระดับที่สูงขึ้นเป็น 4.30%

    ถ้าพิจารณาจากการอ่าน Common – Size งบกำไรขาดทุน ดูเหมือนว่ากิจการมีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตที่ต้นทุนขาย ซึ่งสัดส่วนต่อยอดขายยังคงที่เท่ากับ 60% ทั้งที่ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 63 ล้านบาท ซึ่งโดยหลักแล้วการดำเนินงานมียอดขายมากขึ้นควรจะช่วยทำให้ประหยัดที่เป็นต้นทุนคงที่ลงได้ระดับหนึ่ง จุดนี้จึงควรทำการตรวจสอบว่ากิจการมีการต้นทุนขายได้ดีเพียงใด แต่โดยภาพรวมแล้วปัญหา ณ จุดนี้ก็ยังไม่ร้ายแรงจนต้องระบุว่าบริษัทมีปัญหาเรื่องต้นทุนสูงเพราะยังสามารถทำกำไรได้ดีและมีแนวโน้มดีขึ้นด้วย แต่ถ้าบริหารต้นทุนได้ดีกว่านี้ ความสามารถในการทำกำไรก็อาจจะดีกว่านี้ได้  ดังนั้นการอ่าน Common – Size งบกำไรขาดทุนข้างต้นจึงชี้ให้เห็นว่าผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นปกติ

 

 

·       การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)

เนื่องจากการวิเคราะห์ Common – Size งบกำไรขาดทุนทำให้เรากำลังสงสัยเรื่องการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายของกิจการนี้
ถ้าลองเอาเทคนิคการวิเคราะห์แนวโน้มเข้ามาใช้ในการอ่านงบการเงินเพิ่มเติม อาจทำให้เราเห็นภาพในเรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งสรุปได้ดังข้อมูลต่อไปนี้ (โดยใช้ปี 2544 เป็นปีฐาน)

    จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า กิจการควบคุมการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดี เนื่องจากมีอัตราการเติบโตช้ากว่ายอดขาย  อย่างไรก็ตามอัตราการเติบโตของต้นทุนขายกลับเพิ่มขึ้นเท่ากับยอดขายคือ 41% ทั้ง ๆ ที่เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นมากควรมีการประหยัดจากขนาดทำให้ต้นทุนคงที่ถูกลง ความสามารถในการทำกำไรจึงจะเพิ่มขึ้น ผลการวิเคราะห์ ณ จุดนี้จึงเป็น
การยืนยันว่า บริษัทควรจะกลับไปทบทวนและหาวิธีการควบคุมต้นทุนขายให้ดีขึ้นกว่านี้ แต่ในภาพรวมปัญหานี้ยังไม่รุนแรงนักสำหรับบริษัทนี้

 

·       การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของเงินทุน (Fund Flow Analysis)

    ในขั้นตอนนี้จะทำการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวเงินทุนของบริษัทว่าได้จัดหาเงินทุนมาจากที่ใด และใช้เงินทุนเหล่านั้นไปในกิจกรรมใดบ้าง พฤติกรรมการได้มาและใช้ไปของเงินทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละปีจะสะท้อนไปที่ฐานะทางการเงินของกิจการได้ดี
ในกรณีบริษัทขอนแก่นเกริกไกรเราได้วิเคราะห์งบการเคลื่อนไหวของเงินทุนนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่ออธิบายถึงวิธีการอ่านข้อมูลดิบจากงบกระแสเงินสด ถ้านักวิเคราะห์สามารถอ่านงบกระแสเงินสดได้เป็นก็ไม่จำเป็นต้องทำการวิเคราะห์งบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุนอีก อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่คุ้นเคยกับวิธีการอ่านงบกระแสเงินสด อาจจัดทำงบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุนได้โดยแยกส่วนประกอบของงบออกเป็น 2 ด้านคือ ด้านที่เป็นแหล่งที่มาของเงินทุน และด้านแหล่งที่ใช้ไปของเงินทุน และมี
หลักการแยกรายการในงบการเงินออกมาใส่ในงบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน ดังนี้

แหล่งที่มาของเงินทุน 

    -          จากการดำเนินงาน :    กำไรสุทธิและค่าเสื่อมราคา

                                           การลดลงของสินทรัพย์หมุนเวียน

                                           การเพิ่มขึ้นของหนี้สินหมุนเวียน

    -          จากแหล่งอื่น ๆ      :   ทุนจดทะเบียนเพิ่ม

                                           หนี้ระยะยาวเพิ่ม

                                           การลดลงของสินทรัพย์อื่น

แหล่งที่ใช้ไปของเงินทุน

    -          จากการดำเนินงาน     :    ขาดทุนสุทธิ

                                               การเพิ่มขึ้นของสิทรัพย์หมุนเวียน

                                               การลดลงของหนี้สินหมุนเวียน

    -          จากแหล่งอื่น ๆ         :    การลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร

                                               การจ่ายเงินปันผล

                                               การลดลงของหนี้สินระยะยาว

                                               การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์อื่น

 

 สำหรับงบแสดงการเคลื่อนไหวของเงินทุน (Fund Flow) ในปี 2545 ของบริษัทขอนแก่นเกริกไกรแสดงได้ดังต่อไปนี้

     จาก Fund Flow ในปี 2545 เราอ่านได้ว่า เงินทุนที่เคลื่อนไหวในปีนี้ของบริษัทอยู่ในระดับประมาณ 28.64 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้เท่ากับ 100% เงินทุนจำนวนดังกล่าวบริษัทจัดหามาจากการดำเนินงาน 83%  และจากแหล่งอื่น ๆ 17% ส่วนในด้านแหล่งใช้ไปของเงินทุนพบว่า บริษัทใช้เงินทุนไปในการดำเนินงาน 39% และใช้ไปในแหล่งอื่น ๆ 61% การอ่านงบเพียงเท่านี้
จะยังไม่ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนนัก แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากการดูที่การลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวรเท่ากับ 49% แล้วจับคู่ดูว่าบริษัทควรจะหาเงินทุนมาให้ถูกประเภทคือ เป็นเงินทุนระยะยาวเช่นกัน ลองดูแหล่งที่มาของเงินทุนจากแหล่งอื่น พบว่ามีสัดส่วนเท่ากับ 17% ซึ่งไม่เพียงพอยังขาดอยู่ 32% เงินทุนที่ยังขาดอยู่นี้สามารถไปเอามาจากบางส่วนของกำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมราคา ซึ่งมีสัดส่วนทั้งหมดเท่ากับ 47% ได้ เพราะถือว่าเป็นแหล่งเงินทุนจากภายในกิจการซึ่งบริษัทมีสิทธิเอาไปใช้ลงทุนในระยะสั้นหรือ
ระยะบาวก็ได้ เงินทุนของกำไรและค่าเสื่อมราคาส่วนที่เหลือ 47% - 32% =  15% สามารถนำไปจ่ายเงินปันผล 6% และเก็บไว้เป็นเงินสดเพิ่มขึ้นอีก 6% ส่วนที่เหลืออีก 3% นำไปร่วมเพิ่มเติมเป็นเงินทุนหมุนเวียนในระยะสั้น ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนประมาณ 39% จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นซึ่งจับคู่ให้เห็นว่าการลงทุนในระยะยาวและระยะสั้นจัดหาเงินทุนมาจากที่ใด พบว่าบริษัทไม่ได้
มีการใช้เงินผิดประเภทแต่อย่างใด การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร โดยนำเงินทุนทั้งจากการกู้ยืมระยะยาวและจากกำไรใน
การดำเนินงานจะทำให้ภาระหนี้สินของบริษัทไม่สูงจนผิดปกติมากนัก และเนื่องจากการจัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนในระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบอกว่าบริษัทใช้เงินทุนผิดประเภทจึงไม่น่าจะกระทบเรื่องสภาพคล่องของบริษัท

      เพื่อตรวจสอบในเรื่องสภาพคล่องนี้ เราจะวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของรายการต่าง ๆ ในสินทรัพย์กับหนี้สินหมุนเวียนตาม
Fund Flow ดังกล่าวข้างต้น

    เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนในปี 2544 เท่ากับ 56.26 ล้านบาท และ 20.43 ล้านบาท ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าแม้ยอดการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์มุนเวียนจะมีมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน (9.58 ล้านบาท มากกว่า 7.03 ล้านบาทโดยเปรียบเทียบ) แต่ก็ไม่มากนัก ในขณะที่ฐานของมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนแตกต่างกันมาก
(56.26 ล้านบาท เทียบกับ 20.43 ล้านบาท) แสดงว่า หนี้สินหมุนเวียนจะมีอัตราเพิ่มเร็วกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ลักษณะดังกล่าวจะทำให้อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) มีระดับลดลง อย่างไรก็ตามปัญหานี้ยังไม่รุนแรงเพราะกิจการยังไม่มีการใช้เงินทุนผิดประเภท เช่นนำเงินจากระยะสั้นไปใช้ลงทุนในระยะยาว การวิเคราะห์ในส่วนนี้จะทำให้เรามองเข้าไปในงบการเงินได้ลึกซึ้งว่าเกิดอะไรขึ้นกับสภาพคล่อง และภาระหนี้สินของกิจการได้ดีกว่าการที่จะดูเฉพาะค่าอัตราส่วนทางการเงินแต่เพียงอย่างเดียว

 

 

·       การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis)

    การใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratios) ควรเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการนำมาใช้วิเคราะห์งบการเงิน เพราะระหว่าง
การอ่านงบการเงินจากข้อมูลดิบ  และใช้ Common – Size, Trend และ Fund Flow จะทำให้เราเห็นภาพต่าง ๆ เกี่ยวกับ
ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน การใช้อัตราส่วนทางการเงินจะเป็นเหมือนการสรุปภาพรวมในด้านต่าง ๆ ของกิจการ
(ซึ่งบางด้านก็อาจเห็นหรือเข้าใจมาแล้วขณะที่ใช้เครื่องมืออื่น) สำหรับอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัด
ในปี 2544 และ ปี 2545 แสดงได้ดังต่อไปนี้

 

 

จากข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินข้างต้น เราสามารถอ่านและวิเคราะห์ได้ดังนี้

    -          ด้านสภาพคล่อง

    Current Ratio ในปี 2544 และปี 2545 เท่ากับ 2.75 เท่า และ 2.40 เท่า ตามลำดับ การลดลงของ Current ratio ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจถ้าอ่านงบ Fund flow มาก่อน การลดลงของ Current Ratio แม้จะบอกทิศทางว่าสภาพคล่องของบริษัทมีระดับลดลงกว่าเดิม แต่จากการอ่านงบ Fund Flow เราทราบว่าบริษัทไม่มีการใช้เงินผิดประเภท อีกทั้งขนาดของ
Current Ratio 2.40 เท่า ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง โดยสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีอยู่ยังคุ้มครองหนี้สินหมุนเวียนได้อีกมาก

    สำหรับ Quick Ratio ก็มีทิศทางเช่นเดียวกันกับ Current Ratio กล่าวคือมีระดับลดลงจาก 0.95 เท่าเป็น 0.68 เท่าในปี 2544 และปี 2545 ตามลำดับ แม้ว่าจะสะท้อนถึงสภาพคล่องที่ลดลงแต่เนื่องจากในกรณีบริษัทนี้มีสินค้าคงเหลือเป็นรายการ
ที่สำคัญของกิจการ เมื่อตัดออกไปแล้วจึงมีผลต่อ Quick Ratio มาก อย่างไรก็ตามในกรณีตัวอย่างนี้การใช้ข้อสรุปในการวิเคราะห์จาก Current Ratio ดูจะมีความเหมาะสมกว่า

    แม้จะเห็นว่า Current Ratio อยู่ในอัตรา 2.40 เท่า ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมีมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนอยู่
2.40 เท่า แต่ถ้าจะให้เห็นว่าสภาพคล่องอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงจริงต้องพิจารณาด้วยว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรายการที่สำคัญได้แก่ ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือมีคุณภาพดีจริง ในกรณีบริษัทนี้ จำนวนวันที่เรียกเก็บหนี้ลดลงจาก 20 วัน เป็น 15 วัน และจำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือลดลงมากจาก 144 วัน เป็น 131 วัน แสดงให้เห็นว่าการบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนหลัก
ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อวิเคราะห์มาถึงจุดนี้จะทำให้เราสามารถมั่นใจได้มากขึ้นว่าสภาพคล่องของบริษัทอยู่ใน
เกณฑ์ดีและเป็นปกติ

    -          ด้านการบริหารสินทรัพย์

    อัตราส่วน Total Asset Turnover เท่ากับ 2.02 เท่า และ 2.26 เท่าในปี 2544 และปี 2545 ตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์รวมในการสร้างให้เกิดยอดขายทำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าในปี 2545
ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 62 ล้านบาท แต่อัตราส่วน Total Asset Turnover กลับเพิ่มไม่สูงมากนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะบริษัทไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น และสินทรัพย์เหล่านี้ยังไม่ได้สร้างรายได้ให้แก่กิจการได้อย่างเต็มที่ในช่วงแรก สาเหตุดังกล่าวนี้
ส่งผลให้เห็นชัดเจนเมื่อทำอัตราส่วน Fixed Asset Turnover ซึ่งเท่ากับ 8.06 เท่า และ 7.41 เท่า ในปี 2544 และปี 2545
ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์จะยังไม่ได้ปรับปรุงดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด แต่ในระดับที่เป็นอยู่ก็ยังถือว่าประสิทธิภาพยังอยู่ในเกณฑ์ดี และถ้ายังคงรักษาผลการดำเนินงานที่ดีเช่นเดิมนี้ไว้ได้ การบริหารสินทรัพย์ควรจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ในอนาคต

    -          ด้านภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงิน

    การสรุปเกี่ยวกับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงินสามารถพิจารณาได้จากอัตราส่วนภาระหนี้สิน (Leverage Ratios)
จากการพิจารณาความเสี่ยงทางการเงินจากภาระหนี้สินพบว่า Debt Ratio และ Debt to Equity Ratio มีระดับสูงขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์แล้วพบว่า ภาระหนี้สินนี้ถูกคุ้มครองด้วยสินทรัพย์ที่ยังมีคุณภาพดี และส่วนของผู้ถือหุ้น จึงทำให้
แน่ใจว่าภาระหนี้สินของบริษัทนี้ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก และอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าหนี้

    ส่วนค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาระหนี้สินซึ่งวัดจากดอกเบี้ยจ่าย ความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินนี้วัดจาก
อัตราส่วน Times Interest Earned ซึ่งในกรณีบริษัทตัวอย่างนี้ เท่ากับ 5.2 เท่า และ 7.2 เท่า ในปี 2544 และปี 2545
ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการนำกำไรจากการดำเนินงานมาจ่ายดอกเบี้ยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ดังนั้นภาพรวมสรุปได้ว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายหนี้และดอกเบี้ยจ่ายได้ ซึ่งแสดงถึงเจ้าหนี้ของบริษัทยังคงได้รับ
ความคุ้มครองอยู่ในเกณฑ์ดีได้ต่อไป

    -          ด้านความสามารถในการทำกำไร

    อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของกิจการ สามอัตราส่วนแรกที่ได้จากกลุ่มนี้ได้แก่ อัตราส่วนกำไรขั้นต้น / ขาย (Gross Profit Margin) อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน / ขาย (Operating Profit Margin) และ อัตราส่วนกำไรสุทธิ / ขาย (Net Profit Margin) เราจะเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งในการอ่าน Common – Size งบกำไรขาดทุน ซึ่งสรุปได้ว่าความสามารถในการทำกำไรของกิจการยังอยู่ในเกณฑ์ดี (แต่ถ้าปรับปรุงหรือมี
การควบคุมต้นทุนขายได้ดีกว่านี้ ความสามารถในการทำกำไรก็จะมีระดับสูงกว่านี้อีก)

    นอกจากนี้ยังมีอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไร ได้แก่ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์รวม (Return on Asset : ROA) และ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) จากข้อมูลของบริษัทขอนแก่นเกริกไกรพบว่า อัตราส่วนทั้งสองนี้มีระดับสูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่า ROA ซึ่งวัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ไปสร้างกำไรทำได้ดีขึ้น และกำไรที่สูงขึ้นนี้ส่งผลดี ทำให้อัตราผลตอบแทนสำหรับผู้ถือหุ้น (ROE) มีระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม

 

 

4.2.1        การเขียนรายงานการวิเคราะห์งบการเงิน

ในหัวข้อ 4.5.1 ได้อธิบายถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียด ในขั้นตอนต่อไป นักวิเคราะห์จะต้องทำการเขียนรายงานงานการวิเคราะห์ งบการเงิน โดยรายงานในสิ่งที่เป็นจุดสำคัญ ซึ่งรวมทั้งจุดเด่น  และจุดด้อย และชี้ให้เห็นด้วยว่าจุดเด่นและจุดด่อยเหล่านั้นจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานอย่างไร การเขียนรายงานสรุปในเรื่องการวิเคราะห์
งบการเงินเป็นเรื่องยาก ผู้เขียนเห็นว่าไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเกี่ยวกับหัวข้อ แต่ควรต้องอธิบายให้เห็นได้ว่าภาพรวมของกิจการ
เป็นอย่างไร ในที่นี้จะได้ลองใช้ข้อมูลงบการเงินของบริษัทขอนแก่นเกริกไกรที่ได้ผ่านการอ่านงบมาแล้ว และเขียนเป็นรายงาน
สรุปได้ดังนี้

รายงานการวิเคราะห์งบการเงิน 

บริษัทขอนแก่นเกริกไกร จำกัด

 

1)      การเติบโตของกิจการ 

    ระหว่างปี 2544 และปี 2545 บริษัทขอนแก่นเกริกไกรมีการขยายตัวในขนาดของกิจการอยู่ในเกณฑ์ดี โดยสินทรัพย์รวมจาก
ปี 2544 เท่ากับ 75 ล้านบาท เพิ่มเป็น 95 ล้านบาท ในปี 2545 การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในสินทรัพย์ประมาณ 20 ล้านบาทนี้ แบ่งได้เป็นการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท และเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรประมาณ 10 ล้านบาท
เมื่อพิจารณางบดุลด้านหนี้สินและทุน พบว่าเงินลงทุนเพิ่ม 20 ล้านบาทนี้บริษัทจัดหามาจากการก่อหนี้เพิ่ม 12 ล้านบาท
(จากหนี้ระยะสั้น 7 ล้านบาท และหนี้ระยะยาว 5 ล้านบาท) และเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ส่วนใหญ่จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น) เท่ากับ 8 ล้านบาท

    ส่วนการเติบโตในด้านผลการดำเนินงาน พบว่ายอดขายของบริษัทเพิ่มจาก 153 ล้านบาท เป็น 215 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 62 ล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าสินค้าและบริการของบริษัทยังคงได้รับการต้อนรับจากตลาดเป็นอย่างดี ในภาพรวมจึงสรุปได้ว่าบริษัทยังดำเนินงานไปได้ด้วยดี เป็นปกติ มีการเติบโตของทั้งสินทรัพย์และรายได้

2)      โครงสร้างของเงินทุน 

    จากการพิจารณา Common – Size งบดุลด้านสินทรัพย์ของบริษัท พบว่า โครงสร้างการลงทุนในสินทรัพย์จากปี 2544 มาสู่
ปี 2545 มีการเปลี่ยนแปลงค่าสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนต่อสินทรัพย์ถาวร จาก 75% : 25% เป็น 70% : 30% ที่เป็นเช่นนี้เพราะอัตราการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวรเร็วกว่าของสินทรัพย์หมุนเวียน แม้จะมีจำนวนเงินลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ
10 ล้านบาทใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ยังมีระดับไม่สูงมากนัก และยังไม่ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผิดปกติจนกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทแต่อย่างใด

    สำหรับ Common – Size งบดุลด้านหนี้สินและทุน พบว่าโครงสร้างการจัดหาเงินทุนจะมาจากทั้งการก่อหนี้และจากส่วนของ
ผู้ถือหุ้น โดยที่สัดส่วนของหนี้สินต่อทุนในปี 2544 เท่ากับ 50% : 50% และในปี 2545 เท่ากับ 52% : 48% ตามลำดับ
ชี้ให้เห็นว่าภาระหนี้สินของบริษัทมีระดับสูงขึ้นกว่าเดิมบ้าง อย่างไรก็ตามจากการพบว่าหนี้สินระยะสั้นที่มีถูกคุ้มครองอย่างเพียงพอด้วยสินทรัพย์หมุนเวียน และสินทรัพย์หมุนเวียนส่วนที่เหลือรวมกับสินทรัพย์ถาวรที่มียังพอที่จะครอบคลุมมูลค่าหนี้สินระยะยาวได้ ภาระหนี้สินที่เป็นอยู่จึงยังไม่น่าวิตกกังวลแต่อย่างใด

    ในภาพรวมแล้ว การวิเคราะห์โครงสร้างของเงินทุนจาก Common – Size ของงบดุล สรุปได้ว่ายังไม่พบความผิดปกติ
อย่างรุนแรงที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่อฐานะการเงินของกิจการ

 

 

3)      ความสามารถในการทำกำไร 

    ยอดขายของบริษัทในปี 2544 เท่ากับ 153 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 215 ล้านบาทในปี 2545 หรือเพิ่มขึ้น 62 ล้านบาท
ชี้ให้เห็นว่าผลการดำเนินงานของบริษัทในการสร้างรายได้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานในการสร้างกำไรพบว่ากิจการยังดำเนินงานได้อย่างมีกำไร โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.48 ล้านบาท จากการวิเคราะห์ Common – Size งบกำไรขาดทุนพบว่า สัดส่วนของต้นทุนขายต่อยอดขายอยู่ในระดับประมาณ 60% ทั้ง 2 ปี ซึ่งมีข้อสังเกตว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้น 62 ล้านบาท
ควรช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายคงที่ไปได้บางส่วน แต่สัดส่วนของต้นทุนขายต่อยอดขายที่ไม่ลดลง จึงทำให้กำไรไม่สูงไปกว่าเดิมมากนัก แต่ปัญหานี้ยังไม่รุนแรง จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไรรายการอื่น ๆ เช่น อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์ และอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงมีระดับสูงขึ้น ดังนั้นในภาพรวมแล้วสรุปได้ว่าความสามารถในการ
ทำกำไรของกิจการยังอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นปกติ

4)      พฤติกรรมการได้มาและใช้ไปของเงินทุน 

-        จาก Fund Flow ปี 2545 สรุปได้ว่า บริษัทมีเงินทุนจากแหล่งภายในประมาณ 47% (จากกำไรสุทธิและค่าเสื่อมราคา) ซึ่งบริษัทสามารถนำไปลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาวได้

-        ในการลงทุนระยะสั้น พบว่าบริษัทต้องใช้เงินลงทุนไปในการดำเนินงาน 39% (จากการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้า
สินค้าคงเหลือเป็นหลัก) และจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะสั้นมาได้ 36% (จากการขายหลักทรัพย์ระยะสั้น และการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าเป็นหลัก) เงินทุนที่ขาดไป 3% สามารถดึงมาจากแหล่งเงินทุนภายในได้ (ซึ่งจะทำให้เงินทุนภายในคงเหลือ 44%)

-        ในการลงทุนระยะยาว บริษัทต้องใช้เงินทุน 49% ลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร โดยถ้าจัดหาเงินทุนเพื่อการนี้มาจาก
แหล่งเงินทุนระยะยาวมีจำนวน 17% ซึ่งไม่เพียงพอขาดอีก 32% ซึ่งสามารถนำมาจากแหล่งเงินทุนภายใน (ทำให้เงินทุนภายในคงเหลือ 12%)

-        เงินทุนที่เหลือจากแหล่งเงินทุนภายใน บริษัทนำไปจ่ายเงินปันผล 6% และเก็บเป็นเงินสดเพิ่มขึ้นอีก 6%

-        จากการวิเคราะห์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า บริษัทไม่ได้ใช้เงินทุนผิดประเภท ซึ่งจะไม่ทำให้กระทบต่อการเปลี่ยนแปลง
ฐานะการเงินมากนักจากพฤติกรรมการได้มาและใช้ไปของเงินทุนในช่วงเวลาดังกล่าว (ปี 2544 และปี 2545)

5)      สภาพคล่อง 

    จาก Fund Flow ในปี 2545 จะเห็นได้ว่าบริษัทไม่ได้ใช้เงินทุนผิดประเภท การลงทุนในระยะสั้นในปี 2545 นั้น บริษัทลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์หมุนเวียนเท่ากับ 9.58 ล้านบาท และลงทุนเพิ่มในหนี้สินหมุนเวียนเท่ากับ 7.03 ล้านบาท อย่างไรก็ตามอัตรา
การเพิ่มของหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มเร็วกว่าของสินทรัพย์หมุนเวียน (เนื่องจากฐานของหนี้สินหมุนเวียนน้อยกว่ามาก) ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Current Ratio ของกิจการจะมีระดับลดลง

    Current Ratio ในปี 2544 และ 2545 มีค่าเท่ากับ 2.75 และ 2.40 ตามลำดับ ซึ่งพิจารณาจากตัวเลขชี้ให้เห็นว่า
ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นมีระดับที่ลดลงไปจากเดิม อย่างไรก็ตามค่า Current Ratio ที่แสดงไว้นี้มีค่าเกินกว่า 1 มาก ประกอบกับคุณภาพสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือยังมีคุณภาพดี (วัดจากจำนวนวันหมุนเวียนของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ) จึงสรุปได้ว่า สภาพคล่องของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ดีและเป็นปกติ

 

6)      ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ 

    เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2545 กับปี 2544 บริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 20 ล้านบาท ในขณะที่มียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ
62 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลแล้วยังพบด้วยว่าอัตราการเพิ่มของยอดขายเร็วกว่าอัตราการเพิ่มของสินทรัพย์รวม ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้อัตราส่วนขายต่อสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover) มีค่าสูงกว่าเดิม

    สำหรับอัตราส่วนยอดขาย/สินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Turnover) มีระดับลดลงเล็กน้อยจาก 8.06 เท่าเป็น 7.41 เท่า
ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มของสินทรัพย์ถาวรเร็วกว่าของสินทรัพย์ประเภทอื่น อัตราส่วนที่มีค่าลดลงนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพ
การใช้สินทรัพย์ถาวรในการสร้างรายได้ทำได้ลดลงกว่าเดิม อย่างไรก็ตามค่าอัตราส่วนที่คงเหลือ 7.41 ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ถาวรยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถยอมรับได้

    โดยสรุปแล้ว ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและเป็นปกติ

7)      ภาระหนี้สิน 

    จากอัตราส่วนทางการเงินในกลุ่ม Leverage Ratios พบว่า Debt Ratio และ Debt to Equity Ratio มีระดับสูงขึ้นเล็กน้อย
ชี้ให้เห็นว่าภาระหนี้ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย แม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาว่าหนี้สินของบริษัทมีระดับที่เพิ่มเร็วกว่า
การเพิ่มของกำไรสะสม ซึ่งจะต้องเริ่มระมัดระวังในระยะต่อไป

    ส่วนอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความสามารถในการชำระค่าใช้จ่ายทางการเงินหรือ Time Interest Earned พบว่ามีระดับ
สูงขึ้นจาก 5.2 เท่าเป็น 7.4 เท่า ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานของบริษัทยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานมาจ่ายดอกเบี้ยได้ และความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นด้วย

8)      สรุป 

    ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีและเป็นปกติ แต่มีข้อสังเกตว่าบริษัทมีปัญหาสัดส่วนต้นทุนขายค่อนข้างสูงทั้งที่ยอดขายมีระดับเพิ่มสูงขึ้น แม้การดำเนินงานยังมีกำไร แต่ถ้าเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในจุดนี้
จะช่วยให้ผลการดำเนินงานในด้านกำไรของกิจการดีขึ้นกว่าระดับที่เป็นอยู่ได้

 

5.      บทสรุป

    เนื้อหาตลอดบทนี้ที่ได้ศึกษามาจะได้อธิบายให้เห็นที่มาของงบการเงิน และลักษณะของงบการเงินซึ่งประกอบไปด้วยงบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด นักศึกษายังได้เรียนรู้อีกว่างบการเงินเหล่านี้มีประโยชน์ในการนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อให้ทราบฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการ กระบวนการวิเคราะห์งบการเงินตามที่ได้อธิบายในบทนี้ได้นำเสนอวิธีการอ่าน
งบจากข้อมูลดิบก่อนเพื่อให้เห็นสภาพทั่วไปและปัญหาในขั้นต้นของกิจการในด้านฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน หลังจากนั้นจึงนำเอาเครื่องมือหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์งบการเงิน ได้แก่ การย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common – Size Analysis) การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของเงินทุน (Fund Flow Analysis) และการวิเคราะห์
อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio Analysis) มาใช้ในการวิเคราะห์งบการเงินอีกครั้งหนึ่งเพื่อตรวจสอบฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการในด้านต่างๆ ในขั้นตอนสุดท้ายหลังจากเรียนรู้วิธีการอ่านและวิเคราะห์งบการเงินแล้วก็คือ
การเขียนรายงาน ซึ่งเป็นส่วนที่ยากเพราะต้องดึงเอาเฉพาะส่วนที่สำคัญและจำเป็นมาเขียนอธิบายเท่านั้น ในบทนี้จึงได้ใช้
กรณีตัวอย่างที่ยกมานี้ไม่ได้นำเสนอข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะการทำธุรกิจของกิจการ ภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
มาประกอบด้วย ดังนั้นในโลกแห่งความเป็นจริง นักวิเคราะห์ที่ดีจึงควรนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาวิเคราะห์ด้วย

 

ลักษณะและคุณสมบัติของ Options
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 


ดร. กฤษฎา เสกตระกูล
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตร
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

    ในบทนี้จะได้อธิบายถึงลักษณะ และคุณสมบัติของตราสารอนุพันธ์ประเภท Options Options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อ
หรือขายหลักทรัพยอ้างอิงในราคาที่กําหนดและในเวลาที่กําหนด Options แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก Call options และ
Put options

    Call options หมายถึงสิทธิในการซื้อสินทรัพยอ้างอิง ณ ราคาที่กําหนดให้ในเวลาที่กําหนดให้ในอนาคต แต่สิทธิ ( Right ) ดังกล่าวนี้ไม่ไดเป็นเงื่อนไขที่บังคับผู้ซื้อ ( not the obligation for the buyer ) ซึ่งหมายความว่า ผู้ซื้อจะใช้สิทธิใน
การซื้อสินทรัพย์หรือไม่ก็ได แต่สิทธิดังกล่าวนี้ เป็นเงื่อนไขที่บังคับผู้ขาย ( the obligation fro seller ) ในการส่งมอบสินทรัพย ถ้าผู้ซื้อใช้สิทธิตาม Call option นี้ ( ซึ่งมีศัพท์ที่เรียกว่า exercise the option )

    Put options หมายถึงสิทธิในการขายสินทรัพยอ้างอิง ณ ราคาที่กําหนดใหในเวลาที่กําหนดให้ในอนาคต เช่นเดียวกับ
Call options ที่อธิบายไว้แล้วข้างต้น Put options ให้สิทธิต่อผู้ซื้อ Put options ว่าจะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได แต่ไม่ใชเงื่อนไขบังคับผู้ซื้อ แต่จะเป็นเงื่อนไขบังคับผู้ขาย Put options ถ้าผู้ซื้อ Put options ใช้สิทธิในการขายสินทรัพยอ้างอิง
ดังกล่าว

 

    เพื่อจะทําความเข้าใจเกี่ยวกับ Options ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เนื้อหาต่อจากนี้จะอธิบายเกี่ยวกับลักษณะองค์ประกอบ และคุณสมบัติในด้านต่างๆของตราสารอนุพันธ์ประเภท Options ดังต่อไปนี้

1. Call options

    Call options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือในการซื้อหลักทรัพย( Underlying asset ) ในราคาที่กําหนด ณ
วันที่ครบกําหนดหรือก่อนวันที่ครบกําหนด ตัวอย่าง เช่น ในวันที่ 1 มกราคม 2547 ถ้าเราซื้อ Call option ของหุ้นสามัญ
บริษัท แก่นนคร จํากัด (มหาชน) จํานวน 100 หุ้น โดยมีราคาที่กําหนดไว 150 บาทต่อหุ้น และวันที่ครบกําหนดไว คือวันที่
1 เมษายน 2547 หมายความว่า ณ วันที่ 1 เมษายน 2547 เรามีสิทธิที่จะซื้อหุ้นบริษัท แก่นนครนี้ได้ในราคา 150 บาทต่อหุ้น
ในจํานวน 100 หุ้น แต่เราจะไม่ใช้สิทธินี้ก็ได เช่น ถ้า ณ วันที่ 1 เมษายน 2547 ราคาหุ้นบริษัท แก่นนครในตลาดมีราคา
130 บาทต่อหุ้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า เราสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ในตลาดไดถูกกว่าที่ใช้สิทธิเราก็อาจตัดสินใจไม่ใช้สิทธิตาม
Call option นี้ก็ได ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาหุ้นในตลาด ณ วันที่ครบกําหนดสูงขึ้นเป็น 170 บาทต่อหุ้น ผู้ถือ Call option
ควรเลือกใช้สิทธิโดยเข้าซื้อหุ้นบริษัทแก่นนครในราคาเพียง 150 บาทต่อหุ้น และนําไปขายในตลาดในราคา 170 บาทต่อหุ้น
ซึ่งจะทําให้ได้กําไรส่วนเกิน ( Capital gain ) จํานวน 20 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นจํานวนเงินกําไรทั้งสิ้น 2,000 บาท ( สมมติ
ไม่คํานึงถึงต้นทุนการซื้อ Call option นี้ )

    ราคาที่กําหนดไวใน Call option มีศัพทที่เรียกเฉพาะคือ Exercise price หรือ Strike price ซึ่งในที่นี้จะใชตัวย่อวา “ K “

    Call options ประเภทที่ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิในวันครบกําหนด หรือก่อนวันครบกําหนดเราเรียกว่า American – style options ส่วน Call options ประเภทที่ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิเฉพาะ ณ วันครบกําหนดเท่านั้นเราเรียกว่า European – style options


* ผูอํานวยการโครงการพัฒนาความรู้ผู้ประกอบวิชาชีพ สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

    วันครบกําหนด ( Expiration date ) ในสัญญา Options จะกําหนดตัวย่อว่า “ T ” และเนื่องจากในสัญญา Options
เป็นสิทธิที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง ( Underlying assets ) ราคาตลาดของสินทรัพย์อ้างอิงจึงมาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งกําหนด
ตัวย่อไวคือ “ S ” ( ในขณะที่ K เป็นราคาใช้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามที่ระบุไว้ในสัญญา Options )

    เนื่องจาก Options เป็นตราสารประเภทหนึ่ง ซึ่งมีทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย เข้ามาเกี่ยวข้อง Options จึงมีราคาของตัวเองต่างหากจากราคาของสินทรัพย์อ้างอิง ผู้ขาย Options จะเป็นผู้ได้รายได้ตามราคา Options ส่วนผู้ซื้อจะเป็นผู้จ่ายตามราคา Options นั้น ในกรณี Call options จะกําหนดอักษรย่อของราคา Call options คือ “ C ” โดย Co คือ ราคา Call options ในปัจจุบัน ( ในขณะที่ So คือ ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน )

    นอกจากนี้ ควรทราบเพิ่มเติมด้วยว่า ถ้า T เป็นวันครบกําหนดของสัญญา Options

    t จะหมายถึง วันใดๆที่อยู่ระหว่างวันปัจจุบัน กับ วันครบกําหนด

    สัญญา Options จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อ และผู้ขาย Options มีการตกลงกัน ผู้ขาย ( Seller ) บางครั้งจะถูกเรียกว่า
Option writer ผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่า Options ( C ) หรือเรียกอีกอย่างว่า Premium แก่ผู้ขาย ในข้อตกลงการซื้อขายนั้น ถ้าผู้ซื้อ ( buyer หรือ Call owner ) ต้องการใช้สิทธิ ผู้ขาย ( Seller หรือ Call writer ) จะต้องส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงในราคา K ในการตกลงซื้อขายนั้น บางครั้งผู้ขาย Call options อาจไม่มีสินทรัพยอ้างอิงอยู่ในมือจริงๆ ในขณะนั้น กรณีนี้เรียกว่า เป็นการขาย
“ Naked call “ ถ้าในอนาคตผู้ซื้อ Call options มีความประสงค์จะใช้สิทธิ ผู้ขายจะต้องเข้าไปซื้อสินทรัพยอ้างอิงในตลาด
ในราคาตลาดและนํามาส่งมอบให้ผู้ซื้อ Call options ในราคา K ที่ตกลงกัน ซึ่งวิธีนี้อาจทําให้ผู้ขาย Call options เกิดกําไร
หรือขาดทุนก็ได

 

    การขาย Call options แบบ Naked call นี้จึงก่อให้เกิดความเสี่ยง ดังนั้นบริษัทนายหน้าจึงต้องกําหนดให้ผู้ขายต้องวางเงินประกันไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า เงินมาร์จิน ( Margin requirement ) แต่ถ้าการขาย Call options โดยที่ผู้ขายมีสินทรัพย์อ้างอิง
อยู่ในมือ เราเรียกว่า Covered call

    ลองกลับมาพิจารณาดูว่า เหตุใดจึงมีผู้ต้องการซื้อ Call options ผู้ซื้อ Call options จะเป็นผู้ที่คาดว่า ราคาสินทรัพย์อ้างอิง
จะสูงขึ้นในอนาคต ถ้าสามารถมีสิทธิซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดในอนาคต ก็สามารถจะแสวงหากําไรได
ตัวอย่าง เช่น นักลงทุนซื้อ Call options หุ้นสามัญบริษัท ฟ้าคราม จํากัด (มหาชน) จํานวน 100 หุ้น โดยมีราคาเมื่อครบกําหนด ( Strike price ) เท่ากับ 120 บาทต่อหุน ต่อมาในอนาคต ถ้าราคาตลาดของหุ้นบริษัทฟ้าคราม เพิ่มเป็น 125 บาทต่อหุ้น ผู้ซื้อ Call options สามารถแสวงหากําไรได โดยการใช้สิทธิซื้อหุ้นบริษัทฟ้าครามในราคา 120 บาทต่อหุ้น และนําไปขายในตลาดในราคา 125 บาทต่อหุ้น ในอีกด้านหนึ่งผู้ขาย Call options เมื่อตกลงทําสัญญาแล้วก็มุ่งหวังให้ราคาสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดมีราคาลดลงต่ำกว่า 120 บาทต่อหุ้น ( Strike price ) ซึ่งจะทําให้ผู้ซื้อ Call options ไม่ใช้สิทธิผู้ขาย Call options ก็จะได้ผลตอบแทนจากการรับค่า Option จากการทําสัญญา

    เราอาจสรุปได้ว่า ณ วันหนึ่งวันใด ภายหลังจากการทําสัญญา Options ผู้ซื้อ Call options มีทางเลือกที่จะตัดสินใจ
กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

        1) ไม่ทําอะไรเลย

        2) ใช้สิทธิตามสัญญา

        3) ลบล้างสถานะ โดยการทําตัวเป็นผู้ขาย Call options ลักษณะเดียวกันออกมา


 

2. Put options  

    Put options เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการขายสินทรัพย์อ้างอิง ณ ราคาที่กําหนดใหในเวลาที่กําหนดใหในอนาคต
เช่นเดียวกัน Call options ที่อธิบายถึงในหัวข้อที่แล้ว สิทธิตาม Put options ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่บังคับผู้ซื้อ แต่เป็นเงื่อนไข
บังคับผู้ขาย ถ้าผู้ซื้อใช้สิทธิตาม Put options นี้ ผู้ซื้อ Put options จะต้องจ่ายค่า Put options หรือ Put premium ( Po )
แก่ผู้ขาย

    ผู้ซื้อ Put options เป็นผู้ที่คาดคะเนว่า ราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะลดลง ( Bearish ) ดังนั้นถ้าซื้อสิทธิที่จะขายสินทรัพย์อ้างอิง ในราคาที่สูงไว้ได้แล้ว ก็มีโอกาสที่จะแสวงหากําไรได ถ้าในอนาคตราคาสินทรัพย์อ้างอิง( ST ) มีระดับที่ต่ำกว่าราคาที่กําหนด ( K ) ผู้ซื้อก็จะใช้สิทธิ ซึ่งอาจทําให้มีกําไรเท่ากับ K–ST– Po ส่วนผู้ขาย Put options เป็นผู้ที่เชื่อว่า ราคาสินทรัพย์อ้างอิง
จะไม่ลดลง ( Bullish ) การยอมขาย Put options ก็เพราะคาดว่า ถ้า ST > K ผู่ซื้อ Put options จะไม่ใช้สิทธิ และจะทําให้
ได้กําไรค่า Put premium เท่ากับ Po ไป

 

 3. In the money, At the money, Out of the money  

    ณ เวลา t ใดๆ สถานะของสัญญา Option อาจถูกเรียกว่า In the money หรือ At the money หรือ Out of the money สัญญา Call options ที่จะถูกเรียกว่ามีสถานะ In the money ถ้าราคาตลาดขณะนั้นของสินทรัพย์อ้างอิง ( St ) สูงกว่าราคา
ที่กําหนด ( K ) สัญญา Call option ที่มีสถานะ At the money เกิดขึ้นกรณีราคาตลาดขณะนั้นของสินทรัพย์อ้างอิง ( St )
เท่ากับราคาที่กําหนด ( K ) พอดี และสัญญา Call options ที่มีสถานะ Out of the money คือกรณีที่ราคาตลาดขณะนั้นของสินทรัพย์อ้างอิง ( St ) น้อยกว่าราคาที่กําหนด ( K ) และเป็นไปในทางตรงกันข้าม กรณี Put options ( ยกเว้น กรณี At the money )

ตารางสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ อธิบายไวในตารางที่ 1 ดังตอไปนี้

ตารางที่ 1

 In the money, Out of the money and At the money

 

4. Intrinsic value และ Time value

    ราคาของ Options หรือ Option premium ( Co หรือ Po ) สามารถแยกไดเป็น 2 ส่วน ได้แก มูลค่าที่แท้จริง
( Intrinsic value หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Parity value ) และ มูลค่าตามเวลา ( Time value หรือบางครั้งถูกเรียกว่า
Premium over pairity )

    Instrinsic value ของ Call option ใดๆ คือ มูลค่าของ Call option ที่มีสถานะ In the money แต่ถ้า Call option มีสถานะ At the money หรือ Out of the money Intrinsic value ของ Call option จะมีค่าเป็นศูนย ดังนั้น 

                    Intrinsic value ของ Call option

                    หรืออาจเขียนใหม่ได้ว่า

                    Intrinsic value ของ Call option

                            = max[ 0, St – k ]

            ส่วน Time value ของ Call option ใดๆ เป็นความแตกต่างระหว่าง premium และ Intrinsic value

                    Time value ของ Call option

                    = Ct - { max[0, St – K ] }

    Call option ใดๆ ที่มีลักษณะ In the money อาจมี time value หรือไม่มีก็ได กรณีที่ไม่มี time value เกิดขึ้น
ถ้า Ct = St – K และจะมีค่า time value เมื่อ Ct > St – K แต่ในกรณี At the money จะมีค่า time value ของ Call option เสมอ โดยค่า time value จะสูงสุด กรณีที่ Option มีสถานะเป็น At the money

    ยิ่งระยะเวลาก่อนครบกําหนดยิ่งนานเท่าใด ค่า time value ของ Call option ก็จะยิ่งมากเท่านั้น และ ณ วันที่ครบกําหนด
Call option จะไม่มีค่า time value เลย

    ในทํานองเดียวกัน กรณีของ Put option ใดๆ สรุปไดดังนี้

                    Intrinsic value ของ Put option

                    Time value ของ Put option

                                 = Pt - { max[ 0, K – St ] }

 

 

5. ราคาของ Call Option ณ วันครบกําหนด  

    ถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันครบกําหนดน้อยกว่าหรือเท่ากับราคาที่กําหนดในสัญญา Call option ใดๆ กรณีนี้หมายความว่า ST < K ผู้ซื้อ Call option จะไม่ใช้สิทธิ ดังนั้น CT = 0 ซึ่งหมายถึงจะไม่มีใครต้องการซื้อ Call option นี้ ที่ต้องจ่ายในราคา
K สูงกว่าไปซื้อในตลาดซึ่งจ่าย ST ดังนั้นราคาของ Call option ณ วันครบกําหนด จึงไม่มีค่า แต่ถ้า ณ วันครบกําหนด Call option มีลักษณะ In the money หมายถึง ST > K แสดงว่า ราคาของ Call option จะมีค่า ซึ่งสรุปได้ดังต่อไปนี้

    ความแตกต่างระหว่าง C กับ ST – K ในวันครบกําหนด ช่วยให้นักลงทุนนํามากําหนดกลยุทธการลงทุนเพื่อแสวงหากําไรได ลองพิจารณาจากตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

ตัวอย่างที่ 1

    สมมติว่า Call option มีราคา ณ วันครบกําหนดของหลักทรัพย(สินทรัพย์อ้างอิง) หรือ K = 40 กําหนดราคาของ Call option
ณ วันครบกําหนด ( C ) เท่ากับ 3 3/4 บาทต่อหุ้น และราคาตลาดของสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันครบกําหนด (ST) เท่ากับ 44 บาท

    กรณีนี้จะเห็นไดวา                 CT < ST – K

                                             3.75 < 44 - 40

                                             3.75 < 4

    ซึ่งขัดแย้งกับปกติ ซึ่ง              CT = ST – K

    นักลงทุนสามารถแสวงหากําไร ( Arbitrage ) ณ วันครบกําหนดไดดังนี้

                - ซื้อ Call option ของหลักทรัพย์นี้ 100 หุ้น โดยจ่าย CT เท่ากับ 375 บาท

                - ใช้สิทธิซื้อหลักทรัพย์นี้ตาม Call option ต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น K เท่ากับ 4,400 บาท

                - ขายหลักทรัพย์นี้ทันทีในตลาดได้เงิน ST เท่ากับ 4,000 บาท

    ดังนั้น กําไรสุทธิ = 4,400 – 4,000 – 375 = 25 บาท

    กลยุทธ์ทํากําไรข้างต้นนี้สรุปได้จากส่วนแรกของตารางที่ 2

    การทํากําไรนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 0 < CT < ST - K

ตารางที่ 2

กลยุทธ์การทํากําไรจากความแตกต่าง

ระหว่าง CT และ ST – K ณ วันครบกําหนด

 

 

 

    ในกรณีที่ CT > ST – K พิจารณาไดจากตัวอย่างต่อไปนี้
    ตัวอย่างที่ 2

    สมมติ Call option ณ วันครบกําหนด มี K = 40 , ST = 44 , CT = 4 1/8

    จะเห็นได้ว่า            CT > ST – K

                                4 1/8 > 4

    การแสวงหากําไร ณ วันครบกําหนด ทําได้ดังนี้

                - ขาย Call option สําหรับหลักทรัพย 100 หุ้น ได้เงิน                           100 x 4 1/8 = 412.50 บาท

                - ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดทันที จ่ายเงิน เท่ากับ                                      100 หุ้น x 44 = -4,400 บาท

                - ส่งมอบหลักทรัพย์ตามสัญญา Call option ได้เงินเท่ากับ                        100 หุ้น x 40 = 4,000 บาท

    ดังนั้น กําไรสุทธิ = 4,000 + 412.50 – 4,400 = 12.50 บาท

    การทํากําไรนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 0 < ST – K < CT

    การกําหนดราคาขายของ Call option ณ วันครบกําหนด สามารถอธิบายไดดังรูปที่ 1 ตอไปนี้

รูปที่ 1

ราคาของ Call option ณ วันครบกําหนด

                    CT

 

 6. ราคาของ Put option ณ วันครบกําหนด  

    ถ้า Put option ใดๆ มีสถานะ Out of the money คือมี ST > K โดยปกติผู้ซื้อ Put option จะไม่ใช้สิทธิ และยอมขาดทุน เท่ากับ P0 ดังนั้น ราคา Put option ณ วันครบกําหนด ( PT ) ควรมีค่าเป็นศูนย แต่ถ้าพบว่า PT มีค่ามากกว่าศูนย และ
มีค่าแตกต่างไปจาก K – ST นักลงทุนสามารถแสวงหากําไร ( Arbitrage profit ) ได โดยพิจารณาจากตารางที่ 3 ต่อไปนี้

 

ตารางที่ 3

กลยุทธการทํากําไรจากความแตกต่าง

ระหว่าง PT และ K – ST ณ วันครบกําหนด

    การกําหนดราคาของ Put option ณ วันครบกําหนดสามารถอธิบายไดดังรูปที่ 2 ต่อไปนี้

รูปที่ 2

ราคาของ Put option ณ วันครบกําหนด

 

 

7. ราคาของ Call option กอนวันครบกําหนด  

    ก่อนถึงวันครบกําหนด ราคาของ Call option จะมีค่าอย่างน้อยที่สุดเท่ากับ Intrinsic Value โดยที่อาจจะมี Time value
หรือไม่ก็ได ลองพิจารณาสูตรของราคา Call option อีกครั้งดังนี้

            Ct = Intrinsic value of a call + Time value a call

            Ct = max[ 0, St – K ] + Time value of a call

    เนื่องจาก 0 และ K เป็นค่าคงที่

            ดังนั้น Ct = f(St)

    เนื่องจาก S ซึ่งเป็นราคาตลาด ณ วันที่ t ซึ่งมีระยะเวลาห่างจากวันครบกําหนดต่างๆ กัน ดังนั้น T– t อาจมีค่ามากหรือน้อย ลักษณะความยาวของ T– t จะมีผลต่อลักษณะกราฟราคาของ Call option ที่แสดงไวในรูปที่ 3 (a) ได

รูปที่ 2.3

ราคาของ Call options ก่อนวันครบกําหนด

    จากรูปที่ 3(a) สมมติว่า อยู่ที่เวลา t ราคาของหลักทรัพยเท่ากับ S ราคาตามสิทธิเท่ากับ K และ t อยู่ก่อนเวลาครบกําหนด กรณีนี้เส้นราคาของ Call option จะอยู่ที่เส้น (a) ในรูป เมื่อเวลาผ่านไป สมมติมาอยู่ที่เวลา t โดยที่ t2 < t1 เส้นราคาของ Call option จะมาอยูที่เสน (b) และเมื่อเวลาผานไปอีก เสนราคาก็จะเคลื่อนตัวมาอยู่ที่เส้น (c) จนในที่สุด เมื่อเวลามาอยู
ณ วันครบกําหนด (T) เส้นราคาของ Call option (Ct) จะมาอยู่ที่เส้นกราฟที่อธิบายไปแล้วในรูปที่ 1

    สําหรับรูปที่ 3(b) สมมติว่า ราคาตามสิทธิของหลักทรัพย (K) กําหนดไว้เท่ากับ 40 บาทต่อหุ้นเส้นกราฟ (a) แสดงถึงราคา Call option (Ct) ซึ่งมีระยะเวลาอีก 3 เดือน จึงจะครบกําหนด ถ้าราคาหลักทรัพย ณ ปัจจุบัน (St) มีค่าเท่ากับ 35 บาท ราคาของ Call option จะเท่ากับ 1.25 บาทต่อหุ้น (หรือ 125 ต่อ 100 หุ้น) ถ้าราคาตลาดปัจจุบัน (St) เท่ากับ 40 บาท ราคาของ Call option (Ct) จะเพิ่มเป็น 3 บาทต่อหุ้น และถ้าราคาตลาดเท่ากับ 45 บาท Ct จะเพิ่มเป็น 6 บาทต่อหุ้นที่เป็นดังนี้
ก็เพราะว่ายิ่ง St มีค่ามาก และมากกว่า K เท่าใด โอกาสการทํากําไรจากการซื้อ Call option ก็จะมากขึ้น

 


 

    ดังนั้น Ct จึงควรถูกคิดราคามาก และถ้าระยะยาว t ห่างจากวันครบกําหนด T ยิ่งมากเท่าใด โอกาสที่ St จะมีราคาสูงกว่า K
ก็จะมีความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้น ดังนั้นการกําหนดราคา Ct จึงต้องกําหนดไว้สูง เพื่อชดเชยความเสี่ยงให้แก่ผู้ขาย Call option
ส่วนกราฟ (b) แสดงถึง Call option ที่มีอายุอีก 1 เดือนจึงจะครบกําหนด ถ้า St มีราคาในขณะนั้น 40 บาทต่อหุ้น Ct จะถูก
กําหนดราคาไวที่ 7/8 บาทต่อหุ้น(หรือ 87.50 บาทต่อการซื้อ Call หลักทรัพย์นี้ 100 หุ้น) จะเห็นได้ว่า ถ้า Option มีอายุ
ก่อนครบกําหนดน้อยลง ราคา Call option ก็จะลดลงด้วย (เพราะช่วงเวลาแห่งโอกาส ที่ St จะสูงขึ้นมีน้อยลง) ลักษณะ
ดังกล่าวนี้ทําให Options ถูกเรียกว่า เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่มีมูลค่าในตัวลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
( Decaying assets หรือ Wasting assets)

    จากที่อธิบายมาดังกล่าวข้างต้น สรุปได่ว่า ปัจจัยหรือตัวแปรที่กําหนดราคาของ Call option (Ct) มีอยู 3 ตัวแปรได้แก
วันครบกําหนด (T), ราคาตลาดของหลักทรัพย (S) และราคาตามสิทธิที่กําหนด (K) นอกจากนี้ควรทราบด้วยว่า มีอีก 3 ตัวแปรที่มีผลต่อ Ct ด้วยได้แก ค่าความผันผวนของการแจกแจงผลตอบแทนของหลักทรัพย์นั้น ( Volatility หรือ σ ) อัตราดอกเบี้ย( r ) และ เงินปันผลของหลักทรัพย์ที่ประกาศจ่ายระหว่างการถือครอง Option นั้น ( Dividend หรือ Div)

    จะเกิดอะไรขึ้นกับราคาของ Call option ถ้า 6 ตัวแปรนี้ มีการเปลี่ยนแปลง แบบจําลองที่อธิบายผลดังกล่าวเป็นแบบจําลอง
ในการกําหนดราคาของ Call option เช่น The Black-Sckoles option pricing model ซึ่งจะไดอธิบายรายละเอียดในบทหลังๆ ต่อไป

    ในชั้นนี้จะอธิบายถึงผลของตัวแปรทั้ง 6 ที่มีต่อราคา Call option (Ct) ดังนี้

            Ct จะมีค่าสูงขึ้นเมื่อ

                    ก) ค่า K มีค่าต่ำลง

                    ข) ค่า S มีค่าสูงขึ้น

                    ค) ค่า T มีค่ามาก

    จากข้อ ก) ค่า K มีค่าต่ำลง จะทําให้ค่า Ct สูงขึ้น สามารถอธิบายโดยใช้สัญชาตญาณ เพราะถ้าเรากําหนดราคาที่จะขอซื้อ
ตามสิทธิได้ในราคาที่ต่ำ โอกาสที่จะทํากําไรจากส่วนต่าง St – K ก็จะยิ่งมากขึ้น ดังนั้นราคา Call option จึงควรจะสูงขึ้น ส่วนใน
ข้อ ข) เป็นความจริงเพราะยิ่งราคาตลาดของหลักทรัพยยิ่งสูงเท่าใด โอกาสของการทํากําไรจาก St – K ก็ยิ่งมากเท่านั้น
จึงควรคิด Ct ในราคาแพงมากขึ้น ประการสุดท้ายในข้อ ค) ได้พิสูจน์มาแล้วว่า ยิ่งระยะเวลาของ Call option ก่อนครบกําหนด
ยิ่งนานเท่าใด ราคา Ct ก็ควรจะสูงขึ้น เพราะมีช่วงเวลาที่ยาวนานมากขึ้น โอกาสของการทํากําไรก็จะมากขึ้น

 

 

    สําหรับตัวแปรอื่นๆ อีก 3 ตัว มีผลต่อ Ct สรุปไดดังนี้

    Ct จะมีค่าสูงขึ้นเมื่อ

            ง) ค่าความผันผวนในอัตราผลตอบแทน ( Volatility หรือ σ ) ของหลักทรัพย์อ้างอิงมีค่ามากขึ้น

            จ ) ค่าระดับอัตราดอกเบี้ย ( r ) มีค่าสูงขึ้น

            ฉ) จํานวนเงินปันผลของหลักทรัพยที่จ่ายระหว่างที่ถือครอง Call option จนครบกําหนด มี ค่าน้อยลง

            ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ กับ Ct เขียนไดดังนี้

                        ∂C/∂K < 0, ∂C/∂S > 0, ∂C/∂T > 0, ∂C/∂σ > 0, ∂C/∂r > 0, ∂C/∂Div < 0

    การแสดงความสัมพันธเชนนี้ เรียกวา อนุพันธบางสวน (Partial derivertives) ตัวอยางเชน ∂C/∂S > 0 หมายความวา เมื่อราคาของหลักทรัพยสูงขึ้น ราคา Call option ก็ถูกคาดคะเนสูงขึ้นตามไปดวย (โดยสมมติให K, T, σ, r, Div คงที่) ในวงการคาตราสารอนุพันธประเภท Options จะเรียก ∂C/∂S วา Delta และเรียก ∂C/∂T วา Theta

    จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้อธิบายเหตุผลถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร σ, r, Div ที่มีต่อ C ในกรณีของคา σ สามารถอธิบายได้ว่า ยิ่งผลตอบแทนของหลักทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนมาก ผู้ซื้อ Call option จะมีโอกาสเหมือนกันที่จะได้รับผลตอบแทนสูง
ถ้าราคาหลักทรัพย์สูงขึ้นมากๆ แม้ว่าจะมีโอกาสเช่นกันที่ราคาหลักทรัพย์จะตก แตผู้ซื้อ Call option ก็จะไม่ใส่ใจเท่าใด
เพราะถ้าราคาหลักทรัพย์อ้างอิงลดลงมากๆ จนไม่คุ้มกับราคา K ที่กําหนด เขาก็จะไม่ใช้สิทธิ ( เป็นกรณี Out of the money ) ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า ถ้า σ มีค่าสูงขึ้น ค่า Ct ก็ควรจะมีค่ามากขึ้นตามไปด้วย

    กรณีความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราดอกเบี้ย ( r ) และราคา Call option (C) นั้น อธิบายได้ว่า ถ้าสมมติเรามีเงินจํากัด เราอาจเลือกที่จะลงทุนซื้อหลักทรัพย เป็นทางเลือกแรก หรืออาจเลือกนําเงินบางส่วน ซื้อ Call option ของหลักทรัพย์นั้น กับ นําเงิน
อีกบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่ผูกติดกับอัตราดอกเบี้ย นี่เป็นทางเลือกที่สอง จะเห็นได้ว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น และถ้าเราเลือกทางเลือกที่สอง ก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงควรกําหนดราคา Call option
ให้สูงขึ้นตาม สําหรับความสัมพันธระหวาง C และ Div เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม หรือ ∂C/∂Div < 0 ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ
ระหว่างที่ซื้อ Call option เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของหลักทรัพย ถ้าหลักทรัพย์นั้นจ่ายเงินปันผลมาก เราอาจสูญเสียโอกาสที่จะไดรับเงินปันผลจํานวนสูงๆ เช่นนี้อีก ดังนั้นจึงควรกําหนด Call option ใหต่ำลง

 

8. ราคาของ Put option กอนวันครบกําหนด

    ราคาของ Put option ก่อนวันครบกําหนด อาจอธิบายไดจากรูปที่ 4 ดังต่อไปนี้

รูปที่ 4

ราคาของ Put option ก่อนวันครบกําหนด

    จากรูปที่ 4 จะเห็นได้ว่า เส้นกราฟราคา Put option เส้น (a) แสดงถึงระยะเวลาก่อนครบกําหนดของ Put option
มีระยะยาวนานที่สุด ส่วนเส้นกราฟ (b) และ (C) และระยะเวลาก่อนครบกําหนดที่น้อยลงถัดมา และเส้น (d) คือเส้นกราฟ Pt
ณ วันครบกําหนด เหมือนกับที่แสดงไวในรูปที่ 2 ลักษณะของกราฟราคา Put options จะมีลักษณะความชันเป็นลบ มีค่าอยู่
ระหว่าง –1 และ 0

    ในด้านของ Put option นั้น ถ้าค่า K มีค่าสูงขึ้น Pt ก็จะมีค่าสูงขึ้นเช่นกัน เพราะการที่ K มีค่ามากขึ้น และห่างไกลจากราคา St มากเท่าใด โอกาสที่จะขายหลักทรัพย์ได้กําไร ( K- St ) ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

    ส่วนตัวแปรที่สองได้แก ค่า T ถ้าเวลาก่อนครบกําหนดยิ่งนานมากเท่าใด โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ K – St จะมีค่า
มากกว่าศูนยก็จะมีมากขึ้น การซื้อ Put option ก็จะทํากําไรได ดังนั้น Pt จึงควรมีราคาที่แพงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่
ระยะเวลายิ่งนาน หมายความว่า โอกาสที่จะขายหลักทรัพยในราคา K จะทําได้น้อยลงเพราะต้องคอยจนครบกําหนด จึงเกิด
ความล่าช้าที่จะได้รับผลตอบแทนขึ้น ดังนั้น ผลของระยะเวลาก่อนครบกําหนดจึงมีทั้งผลในเชิงบวกและเชิงลบต่อราคา
Put option ผลสุทธิขึ้นอยู่กับว่าผลด้านใดจะมากกว่ากัน

 

 

    ตัวแปรที่สาม ได้แก ค่า St ยิ่งราคาตลาดของหลักทรัพยมีราคาลดลงเท่าใด โอกาสในการทํากําไรจากความแตกต่างของ
K – St ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

    ความผันผวนของราคาสินทรัพย์อ้างอิง เป็นตัวแปรตัวที่สี่ต้องพิจารณา (หมายถึงค่า σ ) ยิ่งค่า σ มีค่ามากเท่าใด ราคา Put option (Pt) ก็ควรจะสูงขึ้นตามกัน เพราะถ้าราคาหลักทรัพย์ผันผวนมาก หมายถึง โอกาสการเกิด St ราคาต่ำมากๆ ก็จะมีมากขึ้น กําไรที่ไดจาก K – St ก็จะสูงขึ้น ความผันผวนของราคาหลักทรัพย กรณีที่ St ราคาสูงมากๆ จะไมมีผลเพราะ St สูงมากๆ ผู้ซื้อ Put option จะไม่ใช้สิทธิจะไปขายโดยตรงในตลาดดีกว่า

 

    ตัวแปรที่สี่ ได้แก อัตราดอกเบี้ย ( r ) ซึ่งมีลักษณะความสัมพันธแปรแบบผกผัน กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราคา
Put option จะลดลงทั้งนี้ เนื่องจากถ้าเปรียบเทียบการลงทุนซื้อหลักทรัพย์ไว้กับการซื้อ Put option ของหลักทรัพย์เอาไว
เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ถ้าเลือกวิธีแรก นักลงทุนสามารถที่จะขายหลักทรัพย์ออกไปได้เลย และนําเงินไปลงทุนในตราสาร
ที่ให้ผลตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ยที่มีอัตราสูงกว่าเดิม แต่ถ้าเลือกวิธีที่ 2 ต้องคอยจนครบกําหนดจึงจะได้เงินจากการขาย
หลักทรัพย ซึ่งโอกาสการลงทุนในช่วงอัตราดอกเบี้ยสูง อาจจะหลุดลอยไปได้แล้ว    

    ตัวแปรตัวสุดท้ายได้แก การจ่ายเงินปันผล ( Div ) จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับ Pt เพราะถ้าเราซื้อ Put option
และเรามีหลักทรัพย ช่วงที่ถือครองและ Put option ยังไม่หมดอายุนั้น ถ้าหลักทรัพย์จ่ายเงินปันผล เจ้าของหลักทรัพย
หรือผู้ซื้อ Put option ก็จะได้รับเงินปันผลนั้นด้วย ดังนั้นยิ่งอัตราการจ่ายเงินปันผลยิ่งสูง ราคา Put option ก็จะยิ่งมากขึ้นด้วย

     ความสัมพันธระหวาง Pt กับ ตัวแปรตางๆ สรุปไดดังนี้

                ∂P/∂K > 0 , ∂P/∂T > 0 หรือ ∂P/∂T < 0 , ∂P/∂S < 0 , ∂P/∂σ > 0 , ∂P/∂r < 0 , ∂P/∂Div > 0

    สําหรับอนุพันธ์บางส่วน ( Partial derivative ) ของ ∂P/∂T เรียกว่า “ Theta “ อนึ่ง กรณี ∂P/∂T นั้น ถ้าเป็น
European put option ∂P/∂T อาจมีค่า > 0 หรือ < 0 ก็ได แต่ถ้าเป็น American put option ∂P/∂T จะมีค่า ≥ 0 เท่านั้น

 

9. ศัพทเทคนิคที่ควรรู ในตลาด Options  

    ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตลาด Option สําหรับหลักทรัพย ที่ทําการซื้อขายหลักทรัพย์หลักๆ มีอยู 5 ตลาด ได้แก
The Chicago Board Options Exchange ( CBOE ) , The American Stock Exchange ( AMEX ), The Philadephia Stock Exchange ( PHLX ) , The Pacific Stock Exchange ( PSE ) และ The New York Stock Exchange ( NYSE ) แต่ละตลาดก็อาจจะมีกฎเกณฑ ข้อบังคับเกี่ยวกับการรับ การซื้อขาย การเพิกถอนหลักทรัพยที่ขอเข้าทําการซื้อขาย Options ในตลาด ในลักษณะที่แตกต่างกันในที่นี้จะขอสรุปความหมาย และลักษณะของศัพทเทคนิคบางอย่างเกี่ยวกับการซื้อขาย Options ให้ทราบดังต่อไปนี้ 

    Strike prices ( K )

    หมายถึง ราคาตามสิทธิของหลักทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา Option การกําหนดขอบเขตของราคาตามสิทธินี้ จะอยู่ใน
ความดูแลของตลาด Options ด้วย โดยปกติ ราคาตลาดของหลักทรัพยอาจอยู่สูงหรือต่ํากว่าราคาตามสิทธินี้ ถ้าราคาตลาด
ของหลักทรัพย์อยู่สูงกว่าราคาตามสิทธิที่สูงที่สุด ตลาด Options จะเป็นผู้ดําเนินการกําหนดราคาสูงสุดใหมสําหรับหลักทรัพย์นั้น ซึ่งจะอยู่สูงกว่าราคาสูงสุดเดิม และเป็นไปในทํานองเดียวกันกับกรณีราคาตลาดของหลักทรัพย์อยู่ต่ำกว่าราคาต่ำสุดของราคาตามสิทธิเดิม การกําหนดเช่นนี้ช่วยให้ตลาด Options ระบุราคาเปิดสําหรับการซื้อขาย Options ประจําวันได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น หลักทรัพย์ที่มีราคาขาย 42 บาทต่อหุ้น ตลาด Options อาจกําหนดขอบเขตของราคาตามสิทธิไว้ที่ 40 บาท
และ 45 บาท ถ้าราคาหลักทรัพยลดลงไปต่ำกว่า 40 บาทต่อหุ้น ตลาด Options อาจกําหนดราคาเปิดของอีกวันหนึ่ง เป็น
35 บาทต่อหุ้น เป็นต้น

 


 

     Expiration date ( T )

    หมายถึง วันครบกําหนดตามสัญญา Option ซึ่งมักจะกําหนดอายุเป็นจํานวนเดือนต่างๆกัน แต่ที่นิยม คือ 4 เดือน การนับ
วันเริ่มของสัญญา มักจะเริ่มจากวันจันทร์แรกหลังวันศุกร์ที่ 3 ของเดือนป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม การกําหนดวันและเดือน
ที่ครบกําหนดไม่สามารถกําหนดตามใจชอบได ตลาด Option มักจะกําหนดรอบมาตรฐาน( Cycle )เอาไว Options
ของหลักทรัพย( Stock options )กําหนดรอบมาตรฐานเอาไว 3 ลักษณะ ได้แก January cycle, February cycle
และ March cycle ซึ่งหลังจากที่เริ่มนับวันแล้ว แต่ละ Cycle จะกําหนดเดือนที่ครบกําหนดเอาไว้ให้ด้วย เช่น สมมติว่า เราเลือก
อยู่ใน February cycle และให้เริ่มทําสัญญา Option ในวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 1991 ( เป็นวันแรกถัดจากศุกร์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ) อายุครบกําหนดของสัญญา Options ที่จะทํากัน จากวันที่ 19 สิงหาคม 1991 จะกําหนดเดือนเอาไวคือ ต้องเป็นเดือนกันยายน , ตุลาคม , พฤศจิกายน และกุมภาพันธ เท่านั้น ผู้ที่สนใจจะซื้อขายสัญญา Options จึงควรพิจารณาด้วยว่า การกําหนดอายุของสัญญามีการกําหนดมาตรฐานเอาไว้อย่างไร

    Market makers

    คือ ตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากตลาด Options ให้เป็นผู้กระตุ้นตลาดให้มีสภาพคล่องในการซื้อขาย ถ้าปราศจากตัวแทน
เหล่านี้ การซื้อขายจะเกิดขึ้นได้ช้าและยาก เนื่องจากต้องใช้เวลารอคอยในการจับคู่คําสั่งซื้อ และคําสั่งขาย ที่มีลักษณะเหมือนกัน นอกจากนี้ถ้าราคาซื้อหรือขายที่เสนอเข้าสู่ตลาดทั้งในด้านราคาเสนอซื้อ ( Bid price ) และ ราคาเสนอขาย ( Asked price )
มีความแตกต่างกันมาก Market makers เหล่านี้ก็จะเป็นผู้เสนอราคาให้ช่องว่างของราคาเสนอซื้อ และเสนอขายแคบลง
จนมีโอกาสที่จะเกิดธุรกรรมการซื้อขายได้ง่ายขึ้น หรืออาจเป๋นผู้เสนอซื้อหรือขาย Option เองในกรณีที่ไม่มีบุคคลอื่นกระทําการ
เช่นนั้น วิธีการนี้เป็นการจับคู่ให bid price และ asked price เท่ากัน การซื้อขายจึงเกิดขึ้นหรืออธิบายแบบง่ายๆ ได้ว่า ถ้าเรา
เป็นผู้เสนอซื้อ แต่ไม่มีใครขายให้สักที Market makers ก็จะทําตัวเป็นผู้ขายเอง หรือเราเสนอขาย Options เป็นเวลานาน แต่
ไม่มีใครซื้อสักที Market makers ก็จะทําหน้าที่เป็นผู้ซื้อเอง กระบวนการดังกล่าวนี้ช่วยทําให่ธุรกรรมการซื้อขาย Options
เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องช่วยให้ตลาดมีสภาพคล่องมากขึ้น

 

10. การอ่านข้อมูลการซื้อขาย Options  

    ข้อมูลของการซื้อขาย Options จากสื่อสิ่งพิมพทั้งที่เป็นหนังสือพิมพ และสื่ออิเล็คทรอนิกส ปัจจุบันมีการเผยแพร่อยู่ทั่วไป ข้อมูลในตารางที่ 4 แสดงถึงข้อมูลบางส่วนของการซื้อขาย Options ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ Wall street Journal
 

ตารางที่ 4

ราคาของ Options ในตลาด CBOE


    จากตารางที่ 4 แถวตั้งแรกจะบอกถึงชื่อบริษัท( ซึ่งแสดงถึงหลักทรัพย์ที่เป็นสิทธิอ้างอิง ) และราคาปิดของหลักทรัพย์นั้น
ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก( NYSE ) ราคาปิดของหลักทรัพยจะแสดงเอาไว้ให้เห็นกรณีที่มี ราคาตามสิทธิ( Strike price )
มีมากกวา 1 ราคา (ดูกรณีของหลักทรัพย Blkbst) แต่ถ้า Strike price มีราคาเดียวกันก็จะไมแสดงราคาปิดของหลักทรัพย (ดูกรณีของ ChamIn และกรณีของ CompSe )

    ถ้ามีค่า “ 0 ” ติดอยู่กับชื่อหลักทรัพย์เป็นสัญญาณแสดงว่า หลักทรัพย์นั้นมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เช่น อาจจะเพิ่งมีการเพิ่ม
หุ้น กระจายหุ้น เป็นต้น ( ดูกรณีของหลักทรัพย Weyr )

    สําหรับในแถวตั้งที่ 2 เป็นราคาตามสิทธิ ณ วันครบกําหนด( Strike price ) สําหรับหลักทรัพย Blkbst มีการ strike price
อยู 6 ราคา ได้แก 15, 17 ½, 20, 22 ½, 25 และ 30 ดอลลาร

    ในอีก 3 แถวตั้งถัดไป เป็นราคาที่ซื้อขายกันครั้งสุดท้ายของ Call options ซึ่งมีเดือนที่ครบกําหนดต่างๆ กัน ส่วน 3 แถวตั้ง
สุดท้าย เป็นราคาที่ซื้อขายกันครั้งสุดท้ายของ Put options ณ เดือนครบกําหนดต่างๆ กัน สัญลักษณ r ที่ปรากฏอยูใน
6 แถวตั้งนี้ หมายถึงมี Option ในราคาตามสิทธิ และเดือนที่ครบกําหนดนี้ ถูกเสนอซื้อหรือขายออกมาสู่ตลาด แต่ไม่เกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น ส่วนสัญลักษณ s หมายถึง ไม่มีการเสนอซื้อ

    หรือเสนอขาย Options เกิดขึ้น ส่วนถ้ามีค่าตัวเลขใน 6 แถวตั้งสุดท้าย หมายถึงมีธุรกรรมการซื้อขาย Option โดยมีราคา Option ตามค่าตัวเลขดังกล่าว

 

11. ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ( Transaction costs )  

    การซื้อขาย Options อาจทําบนตลาดที่ไมเป็นทางการ( Over – the – counter ) ซึ่งผู้ซื้อ ผู้ขาย อาจพบกันเอง ไม่ต้อง
ผ่านนายหน้า( Broker ) ได้แต่ในกรณีที่ทําการซื้อขายผ่านตลาดที่เป็นทางการ จะต้องผ่านนายหน้า( Broker’s commission ) การกําหนดค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย Options อาจกําหนดจากตลาด Options หรือจากสมาคมหลักทรัพย หรือร่วมกัน วิธีการคํานวณค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย อาจคิดจํานวนที่คงที่ก่อนจํานวนหนึ่งบวกด้วยส่วนที่สองซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าซื้อ
หรือขาย Options ดังที่แสดงไวในตัวอย่างต่อไปนี้

ตารางที่ 5

ตัวอย่างการคิดค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย Options

                ที่มา : Dobofsky ( 1992 ) , p. 36

 

12. การซื้อขาย Options ด้วยระบบมาร์จิน

    โดยปกติการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย เช่น หุ้นกู หุ้นสามัญ นักลงทุนจะสามารถซื้อขายแบบมาร์จินได
โดยตลาดหลักทรัพยจะกําหนดอัตรามาร์จินขั้นต้น( Initial margin requirement ) เป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหุ้นที่ซื้อขาย เช่น
X % ซึ่งหมายความว่า ถ้ามูลค่าหุ้นเท่ากับ 100 บาท นักลงทุนจะต้องออกเงินของตนเอง X บาท และสามารถไปขอกู้จาก
บริษัทหลักทรัพยเพื่อมาลงทุนในหลักทรัพย์นี้ 100 – X บาท เมื่อลงทุนไปแล้ว ราคาหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงขึ้น หรือลง ซึ่งทําใหนักลงทุนมีสถานะกําไร หรือขาดทุนได กรณีที่มีกําไร นักลงทุนก็สามารถถอนกําไรออกไปได กรณีที่ขาดทุน ตลาดหลักทรัพยจะกําหนดขอบเขตว่า ถ้าราคาหลักทรัพย์ลดต่ำลง จะทําให้อัตรามาร์จินลดลงจากอัตรามาร์จินขั้นต้นไปได้ต่ำสุดเท่าใด
จึงมีการกําหนดอัตรามาร์จินขั้นต่ำ( Maintenance margin ) ขึ้น ถ้าอัตรามาร์จินลดลงต่ำกว่า Maintenance margin นักลงทุน
จะถูกเรียกให้นําเงินไปใส่ในบัญชีเพิ่มขึ้น( Margin call )

    ตัวอย่าง เช่น สมมติกําหนด Initial margin เท่ากับ 60% และ Maintenance margin requirement เท่ากับ 25%
ถ้านักลงทุนซื้อหลักทรัพย 200 หุ้นๆ ละ 50 บาท มูลค่าของหลักทรัพย = 10,000 บาท ภายใตInitial margin requirement ที่กําหนด นักลงทุนต้องออกเงินเอง 6,000 บาท และกู้ยืมจากหลักทรัพย์มาลงทุนอีก 4,000 บาท ( สมมติไม่คํานึงถึง
ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายและดอกเบี้ยในการกู้ยืม ) ต่อมาถ้าราคาหลักทรัพย์นี้ลดลงไปเป็น 26.625 บาทต่อหุ้น มูลค่าของ
หลักทรัพยจะลดลงเหลือ 26.625 X 200 = 5,325 บาท ถ้าหักเงินกู 4,000 บาท แล้ว ส่วนที่เป็นทุน( Equity )
ของนักลงทุนจะเหลือเพียง 1,325 บาทเท่านั้น คิดเป็นอัตรามาร์จินใหม เท่ากับ 1,325/5,325 = 24.88% ซึ่งน้อยกว่า Maintenance margin requirement 25% นักลงทุนจะถูกเรียกเงินเพิ่มเพื่อใหอัตรามาร์จินกลับเข้าสู่ระดับที่กําหนด
ถ้าไม่สามารถนําเงินมาเพิ่มได บริษัทหลักทรัพยจะบังคับขาย( Forced sale ) หลักทรัพย์นั้นทันทีในราคาตลาด และนําเงินมาหักหนี้เงินกู้ก่อน คงเหลือเท่าใด จึงจ่ายคืนนักลงทุน


    สําหรับการซื้อขาย Options โดยปกติจะไม่มีการซื้อขายแบบมาร์จิน ยกเว้นกรณีการซื้อหรือขายแบบที่ไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในมือ( Naked options ) เช่น กรณีผู้ขาย Call options ควรมีหลักทรัพย์อยู่ในมือ เพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อผู้ซื้อ Call options จะใช้สิทธิซื้อหลักทรัพย ก็จะสามารถส่งมอบหลักทรัพย์ให้ได้ทันที หรือกรณีผู้ซื้อ Put options ก็ควรจะมีหลักทรัพย์อยู่ในมือ เพื่อให้แนใจว่า เมื่อจะใช้สิทธิจะสามารถส่งมอบหลักทรัพย์ที่ต้องการขายตามสิทธิให้แก่ผู้ขาย Put options ไดการซื้อหรือขาย Naked options จึงมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ถ้าฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในมือ ตลาด Options จึงมักออกกฎระเบียบว่า การซื้อขาย
Naked options ต้องซื้อขายแบบมาร์น เพื่อให้นําเงินบางส่วนมาวางเป็นประกันเอาไว

 

    อัตรามาร์จินสําหรับกรณี Naked call option ใดๆ กําหนดไวดังนี้

        max{ C + 0.1S , C + 0.2S – ( max[ 0 , K – S ] ) }

        โดยที่…

            C = ราคาของ Call option

            S = ราคาตลาดของหลักทรัพย์ในขณะนั้น

            K = ราคาตามสิทธิของหลักทรัพย

    อัตรามาร์จินจะขึ้นอยู่กับว่าเทอมใดระหว่าง ( C + 0.1S ) และ C + 0.2S – ( max[ 0, K – S ] ) เทอมใดมีค่ามากกว่า เทอมนั้นจะเป็นอัตรามาร์จิน

    ส่วนอัตรามาร์จินสําหรับกรณี Naked put option ใดๆ กําหนดไวดังนี้

        max{ P + 0.1S , P + 0.2S – ( max[ 0 , S – K ] ) }

        โดยที่ …

            P = ราคาของ Put option

    ตัวอย่าง เช่น ขาย Naked call option หลักทรัพย A จํานวน 100 หุ้น ราคาตามสิทธิ( K ) เท่ากับ 100 บาทต่อหุ้น
ราคาตลาดในปัจจุบัน( S ) เท่ากับ 101 บาทต่อหุ้น ราคา Naked call option เท่ากับ 1.50 บาทต่อหุ้น จงคํานวณหาจํานวนเงินมาร์จินขั้นต้นที่นักลงทุนจะต้องจ่ายในการขาย Naked call option นี้

        เนื่องจาก         C = 1.50 บาทต่อหุ้น

        เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงินที่ต้องจ่าย = 1.50 X 100 = 150 บาท

       
                            S = 101 บาทตอหุน

        เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงิน = 101 X 100 = 10,100 บาท

                            
                            K = 100 บาทตอหุน

        เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงิน = 100 X 100 = 10,000 บาท

        แทนค่าในสูตร

                            = max( 150 + (0.1X10,100) , 150 + (0.2X10,100) – (max[ 0 , 10,100 – 10,000 ] ) )

                            = max( 150 + 1,010 , 150 + 2,020 – 100 )

                            = max( 1,160 , 2,070 )

                            = 2,070 บาท

        ดังนั้น นักลงทุนจะต้องนําเงินไปฝากไว้ในบัญชีมาร์จิน 2,070 บาท สําหรับการสั่งขาย Naked call option ของ
หลักทรัพย์ A มูลคา 10,000 บาท

มั่งคั่งอย่างไร... ไม่รู้จบ ตอนที่ 4 : ออมเท่าไรมีพอใช้ยามเกษียณ
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 


ดร. กฤษฎา เสกตระกูล
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตร
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

       คำสั่งสอนของบรรพชนรุ่นต่อรุ่นที่เห็นความสำคัญของการออม เพื่อให้มีพอใช้จ่ายอย่างสุขสบายในวัยเกษียณยังถือว่าใช้ได้อยู่ในโลกปัจจุบันและอนาคต ยิ่งอยู่ในยุคของคนส่วนใหญ่ที่เน้นการบริโภควันนี้เป็นหลักไม่ค่อยสนใจจะเก็บออม ก็จะลำบากอย่างแน่ๆเมื่อถึงวัยชรา การออมก่อน รวยกว่า จึงเป็นหลักการที่ใช้ได้เสมอ อย่างไรก็ดีการตระหนักถึงความสำคัญนี้และออมให้มาก  ออมให้เร็วนั้นเป็นแต่เพียงหลักการแนวคิด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคำถามว่า หลังอายุ 60 ปี คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 85 ปี ระยะเวลา 25 ปี ต้องการเงินใช้จ่ายเดือนละ 25,000  บาท คงที่ตลอดไป (สมมติเป็นกรณีอย่างง่าย ไม่สนใจอัตราเงินเฟ้อ) จะต้องออมจากวันนี้เท่าใด

        เราจึงต้องตั้งสมมติฐานเพิ่มว่า ขณะนี้อายุ 35 ปี มีเงินออมสำหรับวัยเกษียณแล้ว 500,000บาท และจะทำงานจนอายุ 60 ปี จึงเหลือเวลาทำงาน 25 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 2%ต่อปีและคงที่ตลอดไป ดอกเบี้ยเงินฝากนี้ถือเป็นทางเลือกของการเก็บเงินออม (ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง) ที่ง่ายที่สุด ถ้าทำเป็นแผนภาพง่ายๆ อธิบายได้ดังนี้


          จากแผนภาพและข้อมูลข้างต้น มีคำถามที่ต้องตอบ 2 ข้อ คือ

          1. ณ อายุ 60 ปี เราควรมีเงินออมเท่าใด จึงจะพอใช้หลังเกษียณเดือนละ    25,000  บาท

          2.ณ อายุปัจจุบัน (35ปี) จนถึงเกษียณ (60ปี) ต้องออมเดือนละเท่าใด จึงจะได้เม็ดเงินตามข้อ1

 

       

ในการตอบคำถามข้อ1 เราต้องมองภาพให้เห็นจำนวนเงิน 25,000  บาทต่อเดือน จะถูกนำออกใช้หลังเกษียณจนกว่าเราจะสิ้นอายุขัย 85 ปี เป็นเวลา 25 ปี หรือ 300 เดือน คิดเป็นจำนวนเงิน

                                                = 300 25,000 = 7,500,000บาท

                อย่างไรก็ดี ณ อายุ 60 ปี เราไม่จำเป็นต้องเก็บเงินถึง 7,500,000บาท ก็ได้ เพราะเงิน 25,000บาท/เดือน จะถูกทยอยนำออกใช้ ส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ก็นำไปลงทุนหาประโยชน์ (ซึ่งในที่นี้ให้ผลตอบแทน 2% ต่อปี) ทำให้เงินต้นระหว่างทางงอกเงยเพิ่มขึ้นได้ ในทางการเงินเราถือว่าเงินต้น ณ อายุ 60 ปี คือ มูลค่าปัจจุบัน (ขณะนั้น) (present value) และเงินที่จ่ายรายเดือน คือมูลค่าอนาคต(future value) ในลักษณะเงินงวด ในกรณีนี้เราต้องการหามูลค่าเงินต้น ณ อายุ 60 ปี โดยเรารู้ตัวแปร คือ เงินงวด (ใช้สัญลักษณ์ PMT) เดือนละ 25,000บาท อัตราดอกเบี้ย (I/Y) 2/12% ต่อเดือน ระยะเวลา(N) 300 เดือน

                เพื่อให้ง่ายเราจะหลีกเลี่ยงสูตรคำนวณที่ดูจะซับซ้อนสำหรับคนทั่วไป แต่จะขอแนะนำให้ คำนวณจากเครื่องคิดเลขทางการเงินที่มีการคำนวณในเรี่องนี้ (หรือไปหานักวางแผนทางการเงินที่สถาบันการเงินให้ช่วยคำนวณตัวเลขเหล่านี้ให้ก็ได้ครับ) ซึ่งแสดงตัวอย่างได้ดังนี้

                    ข้อมูลตัวแปร ( inputs)

                     คำตอบ (solution)                     5,897,981.73

    ผลการคำนวณชี้ให้เห็นว่า เราเก็บเงินให้ได้เพียงเกือบ 6 ล้านบาท ก็พอที่จะใช้จ่ายเดือนละ 25,000  บาท

 

 

ในการตอบคำถามข้อ2  เราต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไรจากวันนี้จึงจะได้เงิน  5,897,981.73 บาท ในวันเกษียณ ในกรณีนี้ อายุ 35 ปี ถือเป็นเวลาปัจจุบัน และเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีเงินเก็บ 500,000 บาท จากข้อนี้กำหนดตัวแปรได้ คือ

                                                N             =              25 ปี (60-35) = 300 เดือน

                                                I/Y           =              0.1667 % ต่อเดือน

                                                PV           =              500,000 บาท

                                FV           =              5,897,981.73 บาท  

                                                PMT     เป็นตัวแปรที่ต้องการหาค่า

                                                จากการกดเครื่องคิดเลข จะหาค่า PMT ได้ = 13,048.69 บาท

                                               

                ผลการคำนวณสรุปได้ว่า จากวันนี้เป็นต้นไปจะต้องออมเดือนละประมาณ 13,000บาท    จึงจะพอใช้วัยเกษียณ

                ถ้าท่านวางเป้าหมายใช้เงินหลังเกษียณแบบนี้ ลองตอบคำถามว่า ท่านออมได้แบบนี้ทุกเดือนหรือไม่ครับ ถ้าดูแล้วยังมีภาระค่าใช้จ่ายมากยังออมไม่ถึง ก็อาจจะต้องคิดวิธีเพิ่มรายได้ ถ้ายังไม่ได้อีกก็อาจจะต้องลดเป้าหมายการใช้จ่ายหลังวัยเกษียณลงต่ำกว่า 25,000  บาทต่อเดือนลงครับ การตัดสินใจไม่ว่าจะอย่างไร ล้วนแล้วแต่ กระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของท่านหลังวัยเกษียณทั้งสิ้น ผู้เขียนก็ยังยืนยันว่า ออมก่อน ออมมากๆ เท่านั้น ที่จะทำให้เราสบายยามเกษียณครับ

 

                          **************************************************************

 

ทางเลือกในการบริหารพอร์ตในช่วงตลาดผันผวน
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

 

ธเนศ ฟังมงคล
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


 

    เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกันอีกแล้วนะครับ ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัย
ทางการเมืองทั้งหลายคงทำให้ผู้ลงทุนหลายท่านลงทุนกันอย่างยากลำบากไม่มากก็น้อย ในสถานการณ์แบบนี้เรามาดูถึง
ทางเลือกที่น่าจะช่วยให้นักลงทุนสามารถนำไปใช้ในการบริหารพอร์ตกันดีกว่าครับ

รู้วัตถุประสงค์ของตนเองก่อนการบริหารพอร์ต

                แต่ก่อนที่เราจะเริ่มทำการบริหารพอร์ตการลงทุนนั้น ผู้ลงทุนควรเข้าใจก่อนว่าเราต้องการบริหารพอร์ตเนื่องจาก
วัตถุประสงค์ใด ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่รูปแบบที่จะใช้ในการปรับพอร์ตการลงทุน โดยอาจทำการแบ่งวัตถุประสงค์หลักๆ ในการบริหารพอร์ตได้เป็น 3 ส่วนดังนี้

                1. เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้ลงทุนมีสถานะการยอมรับ
ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป หรือผู้ลงทุนบางท่านอาจต้องการพอร์ตการลงทุนที่มีสภาพคล่องเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

                2. เพื่อให้พอร์ตที่ผู้ลงทุนมีอยู่ในปัจจุบัน (current port) ตรงกับพอร์ตเป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากในบางครั้งสัดส่วนการลงทุนของพอร์ตอาจเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะความผันผวนที่เกิดขึ้น เราจึงควรทำการบริหารพอร์ตให้เป็นไปตามพอร์ตที่เรากำหนดจากความทนทานต่อความเสี่ยง (risk tolerance) ของผู้ลงทุนแต่ละรายที่ได้ตั้งเอาไว้

                3. เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการคาดการณ์ของตลาดที่มีการปลี่ยนแปลง ข้อนี้คงต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ลงทุนแต่ละท่านในการตัดสินใจในการปรับพอร์ตการลงทุนรวมถึงความสามารถในการติดตามข้อมูลข่าวสารว่า
จะสามารถบริหารพอร์ตให้ทันต่อสถานการณ์ได้มากน้อยเพียงใด

 

 ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่กล่าวถึงจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบในการบริหารพอร์ตของผู้ลงทุน ซึ่งในปัจจุบันทางเลือกในการบริหารพอร์ตสามารถทำได้อย่างหลากหลายมากขึ้นจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ในตลาดการเงินของประเทศไทย ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมแก่ผู้ลงทุนแต่ละรายและในแต่ละสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้นยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะซบเซา (bear market) ผู้ลงทุนอาจพิจารณาปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตลงโดยการลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น ซึ่งอาจนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Funds) ที่มีสภาพคล่องสูงและสร้างโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการนำเงินไปฝากไว้ในธนาคาร หรืออาจใช้กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ซึ่งสามารถเลือกลงทุนในหุ้น
ต่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย (country risk) หรือแม้กระทั่งกระจายความเสี่ยงไปสู่การลงทุน
ในสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

 

 

อีกรูปแบบในการบริหารพอร์ตที่อยากกล่าวถึงก็คือ ในกรณีที่ผู้ลงทุนต้องการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นแต่ไม่สามารถพิจารณาและตัดสินใจได้ว่าควรจะคัดเลือกหุ้นตัวใดออกไป ก็อาจเลือกใช้ตราสารอนุพันธ์อย่างสัญญาฟิวเจอร์ (Futures) หรือสัญญาออปชั่น (Options) เข้ามาช่วยในการบริหารพอร์ตได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น

                สมมติให้ผู้ลงทุนมีพอร์ตการลงทุนในหุ้นโดยกำหนดให้มีมูลค่าทั้งสิ้น 5 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีค่าเบต้า (β) ของพอร์ตเท่ากับ 1.5 (หมายความว่าหากตลาดมีการเปลี่ยนแปลง 1 % มูลค่าพอร์ตของผู้ลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไป 1.5%)
หากภาวะตลาดในขณะนั้นมีความเสี่ยงสูงและเราต้องการปรับค่าเบต้าของพอร์ตให้ลดลงเหลือ 0.6 เราสามารถใช้สัญญา
SET50 Index Futures1 ในการบริหารพอร์ต ซึ่งสามารถคำนวณสัญญาฟิวเจอร์ที่ต้องทำการซื้อหรือขายได้โดยใช้สูตรง่ายๆ
ดังนี้

จำนวนสัญญาที่ต้องทำการซื้อขาย     =             [(βใหม่ - βปัจจุบัน) x มูลค่าพอร์ต]

                                                                            มูลค่าของสัญญาฟิวเจอร์หนึ่งฉบับ

                                                                =             [(0.6 – 1.5) x 5,000,000]

                                                                                                 450,000

                                                                =             - 10

     หาก SET50 Index Futures มีราคาซื้อขายที่ 450 บาท และมีตัวทวี (Multiplier) 1,000 บาท ต่อสัญญา เพราะฉะนั้นมูลค่าของสัญญาฟิวเจอร์หนึ่งฉบับจะเท่ากับ 450,000 บาท เราจะคำนวณได้ว่าเราต้องทำการขาย (short) ฟิวเจอร์ 10 สัญญา จึงจะทำให้ค่าเบต้าของพอร์ตเปลี่ยนจาก 1.5 เป็น 0.6

     เห็นไหมครับว่าทางเลือกในการบริหารพอร์ตการลงทุนสามารถทำได้อย่างหลากหลายโดยขึ้นอยู่กับความพร้อมและ
ความเข้าใจของผู้ลงทุนแต่ละท่าน ซึ่งเทคนิคในการบริหารพอร์ตเหล่านี้ก็สามารถติดตามได้จากหลักสูตรที่ทางสถาบัน
พัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดขึ้นที่ http://www.tsi-thailand.org ครับ

  

3 เรื่องควรรู้ในการปรับพอร์ตการลงทุน
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

 

ธเนศ ฟังมงคล
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


สำหรับการลงทุนในปีนี้คงเป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับนักลงทุนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาวะทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งภาวะทางการเมืองของประเทศไทยเองก็ตาม ในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสนใจก็คือการหันกลับมาดูพอร์ตที่เราทำการลงทุนไปมีการปรับเปลี่ยนมากน้อยสักเพียงใด และเราควรทำการปรับพอร์ต (Rebalancing Portfolio) ของเราหรือไม่และอย่างไร

เราควรจะปรับพอร์ตเมื่อไหร่?

                หลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการหาช่วงเวลาในการปรับพอร์ตก็คือ 1.กำหนดตามช่วงเวลา (Calendar Rebalancing) เช่น กำหนดว่าจะปรับพอร์ตทุกๆ ไตรมาส หรือทุกๆ ปี เป็นต้น 2.พิจารณาสัดส่วนของสินทรัพย์แต่ละประเภทในพอร์ต (Percentage-of-Portfolio Rebalancing) โดยดูว่าสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตที่นักลงทุนถืออยู่ (current port)
ยังเหมือนกับพอร์ตที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แต่แรกหรือไม่ ซึ่งจะกำหนดช่วงที่ยอมรับให้สัดส่วนของสินทรัพย์แต่ละประเภทสามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามช่วงที่เรากำหนด ยกตัวอย่างเช่น หากเราได้ทำการกำหนดพอร์ตเป้าหมายและช่วงที่ยอมรับให้
สัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตสามารถเปลี่ยนได้เอาไว้ (กำหนดให้ปรับเปลี่ยนได้ไม่เกิน 10%จากพอร์ตเป้าหมาย) ดังรูปที่1 จะได้ว่าหากสัดส่วนการถือครองหุ้นน้อยกว่า45% หรือมากกว่า 55% ของพอร์ต เราก็จะทำการปรับพอร์ตการลงทุนให้เท่ากับพอร์ต
เป้าหมายเดิมที่วางเอาไว้ (ถือหุ้นเท่ากับ 50% ของพอร์ต)

 

  

 

 ทั้งนี้ พอร์ตเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ เช่น สถานะทางการเงินของนักลงทุน ข้อจำกัดของแต่ละคน
รวมถึงการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคต และถ้าปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนก็ควรที่จะพิจารณาการปรับพอร์ต
เช่นเดียวกัน

 

สมมติถ้าเราเริ่มลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2546 และนักลงทุนเองสามารถยอมรับความเสี่ยง (Risk Torrance) ได้ในระดับปานกลาง ซึ่งมีการกำหนดพอร์ตเป้าหมายให้มีสัดส่วนการลงทุนดังนี้ หุ้นสามัญ1 50% ตราสารหนี้2 30% และเงินฝาก3 20% หากพอร์ต A เป็นพอร์ตที่ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนเลยตลอดระยะเวลา 5 ปี จะเห็นได้ว่ารูปแบบของพอร์ตการลงทุนที่เราตั้งเป้าหมายไว้
มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกันและหากความสามารถ
ในการยอมของนักลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป พอร์ต A ในปี 2550 ย่อมเป็นพอร์ตการลงทุนที่เสี่ยงเกินไปสำหรับนักลงทุน และเมื่อมาพิจารณาถึงผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้ากำหนดให้พอร์ต B เป็นพอร์ตที่ทำการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมือนพอร์ต
เป้าหมายทุกปี (50/30/20) จะเห็นว่าผลตอบแทนรวมของพอร์ต B มีความผันผวนน้อยกว่าพอร์ต A ที่เป็นเช่นนี้เพราะพอร์ต A นั้นมีสัดส่วนของหุ้นสามัญเพิ่มมากทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น เรื่องของการปรับพอร์ตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่
ท่านนักลงทุนควรให้ความสนใจเลยทีเดียว

 

 

 

ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วเทคนิคในการปรับพอร์ตนั้น หากเป็นหุ้นอาจใช้เบต้า (Beta) ในการปรับพอร์ตเช่น ในช่วงตลาดขาขึ้นก็อาจ
คัดสรรหุ้นที่มีเบต้าสูงๆ เข้าพอร์ตเพื่อให้เบต้าของพอร์ตมากกว่าเบต้าของตลาด หรืออาจใช้ตราสารอนุพันธ์เข้ามาช่วยในการปรับพอร์ตก็ทำได้เช่นเดียวกัน ส่วนตราสารหนี้อาจมองที่อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่พิจารณาจากน้ำหนักตามมูลค่าปัจจุบัน (Duration) เป็นหลัก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถเข้ามาอบรมเพิ่มเติมได้ตามหลักสูตรการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ทาง
สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ได้จัดขึ้นครับ

 

<<Previous 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | Next>>

ผลลัพธ์ 10 - 18 จาก 205
Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์

+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ส / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand