Banner20141119_InvestorsClassroom2015
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

Image

Image

 

        การแบ่งประเภทตราสารหนี้อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกลักษณะหรือ
รูปแบบใดเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

 

Image

 

1.1. ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย
1.1.1 ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) คือ ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ที่รัฐบาลเป็นผู้ออกจำหน่าย เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้นจากประชาชน โดยตราสารหนี้ประเภทนี้จะไม่มีดอกเบี้ย แต่นักลงทุนสามารถซื้อได้ในราคาขายที่ต่ำกว่าจำนวนเงินตามหน้าตั๋ว
โดยส่วนต่างจะเป็นผลตอบแทนที่จะได้ เช่น ซื้อตั๋วเงินคลังที่มีราคาหน้าตั๋ว 100 บาท มาในราคา 97 บาท เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ก็จะได้รับเงินตามหน้าตั๋ว 100 บาท ผลต่าง 3 บาท ก็จะเป็นผลตอบแทนที่ได้
1.1.2 พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรประเภทนี้จัดเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น (Default Risk) น้อยมากๆ จนอนุมานได้ว่าเป็นตราสารที่ปราศจากความเสี่ยง แต่ทั้งนี้ความเสี่ยงด้านอื่นๆ ยังคงมีอยู่ เช่น ความเสี่ยงด้านราคาเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ตราสารหนี้ประเภทนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง

1.2. ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐวิสาหกิจ
        เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐวิสาหกิจ เช่น การประปานครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พันธบัตร
รัฐวิสาหกิจนั้นสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก เป็นพันธบัตรที่มีการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และพันธบัตรที่ไม่มีกระทรวงการคลังค้ำประกัน ตราสารหนี้เหล่านี้มีความเสี่ยงของการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นต่ำ

1.3. ตราสารหนี้ภาคเอกชน 
        เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินกิจการ หรือมองอีกมุมก็คือภาคเอกชนมาขอกู้เงินจาก
นักลงทุนนั่นเอง ดังนั้น บ่อยครั้งที่ตราสารหนี้ประเภทนี้มักถูกเรียกว่า หุ้นกู้ โดยหุ้นกู้จะมีความเสี่ยงของการที่ผู้ออกจะผิดนัดในการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น ดังนั้น ภาคเอกชนจึงต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ซึ่งผลตอบแทนส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมานี้ ก็เพื่อชดเชยความเสี่ยงต่างๆ ที่มีมากกว่าตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล

 

Image

Image

 

2.1.หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond หรือ Junior Bond)
        เมื่อผู้ออกเกิดล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในอันดับที่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ
รายอื่นๆ ในการเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออก อย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องนั้นจะสูงกว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และ หุ้นสามัญ ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเป็นอันดับสุดท้าย ภาษาอังกฤษจึงเรียกหุ้นกู้นี้ว่า Junior Bond

2.2. หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) 
        ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้ จะมีสิทธิทัดเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ ในการเรียกร้องสินทรัพย์ทดแทนและสูงกว่าผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและผู้ถือหุ้นสามัญตามลำดับ
ภาษาอังกฤษจึงเรียกหุ้นกู้นี้ว่า Senior Bond

 

Image

 

3.1.หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Bond) 
        หมายถึง หุ้นกู้ที่ผู้ออกนำสินทรัพย์ตามที่กำหนดมาค้ำประกันการออกหุ้นกู้นั้น และผู้ถือจะมีบุริมสิทธิเต็มที่ในสินทรัพย์ที่
วางเป็นประกันนั้นเหนือเจ้าหนี้สามัญรายอื่นๆ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้ประเภทนี้สามารถกระทำได้โดยสะดวก โดยปกติในทางปฏิบัติทั่วไปจึงมักจะมีการตั้งบุคคลทำหน้าที่เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Bond Holder Representative) เพื่อทำการตรวจสอบสถานะของสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน

3.2.หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Bond)
        หมายถึง หุ้นกู้ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ วางไว้เป็นประกันในการออก ซึ่งหากผู้ออกล้มละลายต้องทำการแบ่งสินทรัพย์กับเจ้าหนี้
รายอื่นตามสิทธิและสัดส่วน

  

Image

 

Image

 

4.1. ตราสารหนี้ชนิดจ่ายดอกเบี้ยประจำ
        
เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้ โดยทั่วไปจ่ายปีละ 2 ครั้ง ทุกงวด 6 เดือน ตลอดอายุของตราสารหนี้

4.2. ตราสารหนี้ชนิดทบดอกเบี้ย 
        เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด แต่จะจ่ายให้เมื่อตราสารหนี้ครบกำหนดโดยทั่วไปดอกเบี้ยที่จ่ายเมื่อครบกำหนดอายุจะคำนวณทบต้นปีละ 2 ครั้ง ลักษณะเหมือนผู้ออกตราสารหนี้ช่วยเก็บดอกเบี้ยไว้ให้จนครบกำหนดไถ่ถอน

4.3. ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย (Zero-Coupon Bond)
        คือตราสารพันธบัตรที่ไม่มีดอกเบี้ยแต่จะขายต่ำกว่าราคาที่ตราไว้ เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนจะได้เต็มราคาที่ตราไว้ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาที่ได้รับจากการไถ่ถอนเป็นผลตอบแทนแก่นักลงทุน ลักษณะนี้จะคล้ายตั๋วเงินคลัง

 

Image

 

5.1. ตราสารหนี้ชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือ (Bearer Bond) 
        เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้หรือบัตรดอกเบี้ย ตราสารหนี้ชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยติดกับตัวตราสารหนี้ และโอนกรรมสิทธิ์กันได้โดยการส่งมอบ

5.2. ตราสารหนี้ชนิดจดทะเบียน (Registered Bond) 
       เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในตราสารหนี้และต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ที่นายทะเบียน การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำโดยการจดทะเบียน ตราสารหนี้ชนิดนี้ไม่มีบัตรดอกเบี้ย แต่จะจ่ายดอกเบี้ยโดยการนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่
ผู้มีชื่อในตราสารหนี้แจ้งความจำนงไว้

5.3. ตราสารหนี้ชนิดจดบัญชี (Inscribed Bond)
       เป็นตราสารหนี้ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีตราสารหนี้ไว้ครอบครอง แต่ฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งจะออกใบรับให้แก่ผู้จดบัญชี
การจ่ายดอกเบี้ยกระทำโดยการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารตามที่ผู้จดบัญชีแจ้งความจำนงไว้การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน


 

Image

Image

 

6.1.ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Bond)
        เป็นหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ตามที่กำหนดไว้

6.2. ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Bond)
        
หมายถึง หุ้นกู้ที่อัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราอ้างอิงที่กำหนด เช่น อัตรา MLR + 1%

 

Image


 


Banner20141119_Classroom_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์

+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ส / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand