Banner20140318_TSIonYouTube
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend
Inv_KnowProduct_EQ_Characte.jpg
 
   
   

     หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของกิจการสักอย่าง แต่เก็บเงินมาก็
หลายปี ยังมีเงินไม่มากพอจะเดินหน้าตามความฝันได้สักที เชื่อหรือไม่ว่า...
การลงทุนในตราสารทุนวันนี้ ช่วยให้ฝันของคุณเป็นจริงได้

     เพราะ “ตราสารทุน” (Equity Instruments) เป็นตราสารที่กิจการออก
ให้แก่ผู้ถือ (Holder) เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ถือตราสารทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ซึ่งจะมีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการ รวมทั้งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) ซึ่งขึ้นอยู่กับผลกำไรและข้อตกลงของกิจการนั้นๆ

โดยทั่วไปตราสารทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

 
   
     เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิ
ร่วมเป็นเจ้าของบริษัท
มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือครองอยู่ กล่าวคือ
ร่วมเป็นผู้ตัดสินใจในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เช่น การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การควบรวมกิจการ ฯลฯ

     นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นสามัญยังมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีผลกำไร และมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคาเมื่อราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของบริษัท รวมถึงมีโอกาสได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่
เมื่อบริษัทเพิ่มทุนหรือจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ ให้แก่ผู้ถือหุ้น

















     

         เป็นตราสารที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ แม้จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงมติใน
    ที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่เมื่อกิจการมีกำไรจากการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ ขณะเดียวกัน หากกิจการนั้นต้องเลิกกิจการและมีการชำระบัญชีโดยการขายทรัพย์สิน
    ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะได้รับเงินคืนทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

นอกจากหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิแล้ว ตราสารทุนยังรวมไปถึงตราสารที่มีสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญแฝงอยู่ด้วย ได้แก่

 

   
 
     เป็นตราสารที่ผู้ถือจะได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญจากบริษัทที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธินั้น ในราคาและภายใน
ระยะเวลาที่กำหนดไว้
     
     เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์หรือดัชนีหลักทรัพย์ ในราคา จำนวน และเวลาที่กำหนดไว้ มีลักษณะคล้าย Warrant เพียงแต่ DW จะเป็นการให้สิทธิที่จะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทอื่น ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่ออก DW
   
     เป็นตราสารที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่แต่ละรายถืออยู่ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้ได้รับโอนใช้เป็น
หลักฐานในการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทนั้น ซึ่งในช่วงก่อนใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน ผู้ถือหุ้นเดิมสามารถนำตราสาร
ดังกล่าวไปซื้อขายเปลี่ยนมือได้
   
     เป็นตราสารที่ออกและเสนอขายโดย บริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เพื่อนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิง ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิเหมือนลงทุนในหลักทรัพย์อ้างอิงนั้นๆ แต่ DR จะมีกำหนดอายุการไถ่ถอน ซึ่งผู้ถือต้องมีสัญชาติไทย และต้องออกเสียง
ลงคะแนนผ่านบริษัท สยามดีอาร์ จำกัด เท่านั้น
   
     เป็นตราสารที่ออกและเสนอขายโดย บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีลักษณะคล้ายกับ DR แต่ NVDR จะไม่มีสิทธิ
ออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนได้โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องเพดาน
การถือครองหลักทรัพย์
สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับตราสารทุนนี้ จะขอเน้นไปที่ “หุ้นสามัญ” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “หุ้น” เป็นหลัก
 

     แม้ “หุ้น” จะเป็นหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนหลายคนลังเลที่จะลงทุน เพราะไม่แน่ใจในความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า... “หุ้น” ยังคงมีเสน่ห์สำหรับ
ผู้ลงทุนอีกหลายคนที่ไม่ว่าจะเสี่ยงแค่ไหน ก็ต้องมีหุ้นอยู่ในพอร์ตการลงทุนเสมอ นั่นเป็นเพราะ...

--> ลงทุนในหุ้น... มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจ ทั้งในรูปของ
เงินปันผล (Dividend)
ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทนำกำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการมาจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น และ กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain) ที่
เกิดจากการที่ผู้ลงทุนขายหุ้นได้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา นอกจากนี้ ยังอาจมีผลตอบแทนในรูปอื่นๆ ที่บริษัทจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นอีก ได้แก่ สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ (Subscription Right หรือเรียกสั้นๆ ว่า Right) โดยกรณีที่บริษัทต้องการออกหุ้นเพื่อเพิ่มทุน บริษัทจะให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นที่ออกใหม่ได้ก่อนบุคคลภายนอกในราคาที่กำหนด ซึ่งการให้สิทธิเช่นนี้เป็น
การปกป้องผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิม ไม่ให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของและอำนาจการควบคุมกิจการลดน้อยลง เมื่อมีจำนวนหุ้นออกจำหน่ายมากขึ้น

   
--> ลงทุนในหุ้น... มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ การลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทใดก็ตาม มีผลให้ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทนั้นๆ ตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือต่อหุ้นที่บริษัทออกจำหน่ายทั้งสิ้น โดยผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิดังกล่าวในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงคะแนนเสียงในการตัดสินใจในปัญหาสำคัญๆ ของบริษัท เช่น เมื่อบริษัทจะเพิ่มทุน จ่ายเงินปันผล ควบรวมกิจการ เป็นต้น

--> ลงทุนในหุ้น... มีสภาพคล่องเมื่อต้องการเปลี่ยนเป็นเงินสด หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าสินทรัพย์ถาวรอื่นๆ เช่น บ้านหรือที่ดิน เนื่องจากมีตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นหรือเปลี่ยนมือในการถือหุ้นได้อย่างสะดวกและคล่องตัว โดยผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องรู้จักกับผู้ที่ต้องการจะซื้อหรือขายหุ้น ซึ่งสิ่งสำคัญในการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายก็คือ ราคาซื้อขายที่ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจ มีการส่งมอบค่าหุ้น และโอนความเป็นเจ้าของหุ้นตรงตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม หุ้นของแต่ละบริษัทอาจมีสภาพคล่องที่แตกต่างกัน โดยหุ้นบางบริษัทที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน จะซื้อง่าย ขายคล่อง ในขณะที่หุ้นของบางบริษัทที่ไม่ค่อยมีผู้สนใจ ก็อาจจะหาผู้ซื้อผู้ขายได้ยากกว่า

 

     ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นในรูปของ “เงินปันผล” และ “กำไรจากการขายหุ้น” จะอยู่ในระดับสูงหรือต่ำนั้น
ย่อมขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท ภาวะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งสถานการณ์
การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หากภาวะเศรษฐกิจขยายตัวดี และบริษัทมีผลประกอบการที่ดี ผู้ลงทุนย่อมมีโอกาสที่จะ
ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในทางตรงข้าม หากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและบริษัทมีผลกำไรลดลง ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุน
จะได้รับก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเช่นกัน

     ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงมีความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนของอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ กล่าวคือ ผู้ลงทุนอาจขายหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือบริษัทอาจจ่ายเงินปันผลในระดับต่ำหรือไม่จ่ายเงินปันผลเลย ซึ่งการที่ผู้ลงทุนได้รับอัตรา
ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง มีสาเหตุจากการที่กระแสเงินสดรับสุทธิของบริษัทผู้ออกหุ้นมีความ
ไม่แน่นอน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นด้วย

     สาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดรับสุทธิของกิจการ ได้แก่ ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) และความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ของบริษัทผู้ออกหุ้น

 
     
 

--> ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของธุรกิจนั้นๆ เช่น ประเภทธุรกิจ โครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายของกิจการ ฯลฯ

     ทั้งนี้ ปัจจัยที่มากระทบต่อการดำเนินธุรกิจของกิจการอาจเป็น “ปัจจัยมหภาค” (Macro Factors) เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ภาวะเงินเฟ้อ ค่าแรงงาน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี
การเมือง กฎระเบียบต่างๆ ฯลฯ

 
     แต่ธุรกิจจะได้รับผลกระทบรุนแรงหรือไม่อย่างไร ขึ้นกับ “ปัจจัยจุลภาค” (Micro Factors) ภายในกิจการด้วย เช่น
บางกิจการมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือ กิจการนั้นมีรายการค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก ในทางตรงกันข้าม หากกิจการมีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรน้อย รายการค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งการที่กิจการมีต้นทุนคงที่จำนวนมาก เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงที่เท่าเดิม ก็จะทำให้กำไรของกิจการติดลบอย่างมากในปีที่ยอดขายลดลง ส่งผลให้ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนลดลงไปด้วย

--> ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่กิจการสร้างภาระผูกพันทางการเงินไว้ เช่น การก่อหนี้ ถ้ากิจการใดมีการก่อหนี้จำนวนมาก กิจการนั้นก็จะมีภาระการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมาก หากกิจการไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าที่วางไว้ กำไรของกิจการก็จะไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้ เมื่อกิจการไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามภาระผูกพันได้ ก็ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้

     นอกจากนั้น การลงทุนในหุ้นของบางบริษัทยังมีความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เนื่องจาก
ไม่อาจเปลี่ยนหุ้นที่ลงทุนเป็นเงินสดได้ในเวลาที่รวดเร็วโดยไม่ขาดทุน เพราะหุ้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนมือใน
ตลาดรองน้อย

     รวมไปถึงการที่ระดับอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินเปลี่ยนแปลงผันผวนขึ้นลง ก็จะกระทบต่อระดับอัตราผลตอบแทนที่
ผู้ลงทุนต้องการในยามที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สูงขึ้น เท่ากับว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสในเงินลงทุนมีระดับสูงขึ้น ผู้ลงทุนจะต้องการอัตราผลตอบแทนสูงขึ้น จึงต้องการจ่ายเงินซื้อหุ้น รวมทั้งหลักทรัพย์อื่นๆ ในราคาต่ำลง ดังนั้น
การเพิ่มขึ้นของระดับอัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไป จะส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ลดลง เราเรียกความเสี่ยงนี้ว่า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน (Interest Rates Risk)

     สุดท้าย คือ ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Risk) โดยเงินเฟ้อเป็นภาวะการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากระดับเงินเฟ้อสูง จะส่งผลให้เงินที่มีอยู่ในมือ นำไปซื้อสินค้าได้น้อยลง หรือที่
เรียกว่า “เงินมีมูลค่าลดลง” นั่นเอง ดังนั้น หากกล่าวว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับในรูปตัวเงินเท่ากับ 6% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 2% แสดงว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจริงๆ หลังจากหักด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 4% เท่านั้น

     ยิ่งในภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงก็จะยิ่งลดลง ซึ่งการลงทุนในหุ้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ แต่การที่ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเงินปันผลก็จ่ายตามผลการประกอบการ จึงเป็นที่
เชื่อกันว่า... การลงทุนในหุ้นจะช่วยปกป้องความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ดีกว่าการฝากเงินกับธนาคาร ซึ่งให้
ผลตอบแทนคงที่

 
 
 
 

     สิ่งสำคัญที่ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเสมอ คือ “ไม่มีการลงทุนใดๆ
ในโลกนี้ ปราศจากความเสี่ยง 100%”
และเมื่อผู้ลงทุนต้องเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ก็ย่อมที่จะคาดหวัง
ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า... High Risk, High Expected Return ในทางกลับกัน หากเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ผู้ลงทุนก็จะคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่น้อยลง

     การลงทุนในหุ้นก็เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ลงทุนเห็นว่าการลงทุน
รูปแบบนี้มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดไว้มากกว่า
การลงทุนรูปแบบอื่นๆ ผู้ลงทุนก็ย่อมคาดหวังผลตอบแทนจาก
การลงทุนที่สูงขึ้น แต่ในความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีอะไรที่เป็นหลักประกันได้เลยว่า... การลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็น
หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง จะต้องให้ผลตอบแทนที่สูง
กลับคืนแก่ผู้ลงทุนเสมอไป
ผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะสูง ต่ำ หรืออาจไม่ได้รับอะไรเลยก็เป็นได้

   
     ทางที่ดี... ผู้ลงทุนควรเลือกทางเลือกลงทุนที่สอดคล้องกับระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนเอง หากผู้ลงทุนเป็น
คนที่กลัวความเสี่ยงมาก ก็ควรเลือกทางเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่ไม่สูงนัก และยอมรับระดับอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงเช่นกัน แต่หากผู้ลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ ก็อาจเลือกทางเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้
 

 
 

Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์


+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand