Banner20140701_FinancialPlanning
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend
Untitled Document
   

     ดัชนี (Index) เป็นตัววัดที่เกิดจากการคำนวณทางสถิติ เพื่อติดตามการ
เปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ต้องการวัด หรือเป็นเครื่องมือในการบ่งชี้สถานการณ์ต่างๆ
ที่สนใจ ซึ่งในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะมีดัชนีที่ใช้ชี้วัดภาวะและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่แตกต่างกันไป เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ฯลฯ

     สำหรับดัชนีที่ใช้ในตลาดเงินหรือตลาดทุนก็คือ “ดัชนีราคาหุ้น” ซึ่งเป็น
เครื่องมือบ่งชี้ระดับราคาและแนวโน้มของตลาดหุ้น โดยดัชนีราคาหุ้นใน
ประเทศไทยมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

**ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
      - ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index)
      - ดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ (Industry Group Index and Sectorial Index)
      - ดัชนีราคา SET50 Index และ SET100 Index
      - ดัชนีราคา SET High Dividend 30 Index (SETHD Index)
**ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai Index)
**ดัชนี FTSE SET
**ดัชนี FTSE / ASEAN
**ดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return Index : TRI)

มาเริ่มที่ดัชนีตัวแรกกันเลยดีกว่า...



  • ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index)


      SET Index เป็นดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ทั้งหมด โดยคำนวณจากหุ้นสามัญ
จดทะเบียนทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะรวมหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่จะยกเว้นหุ้นที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) เกิน 1 ปี

วิธีการคำนวณ SET Index

     SET Index คำนวณโดยใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization Weighted) ด้วยการเปรียบเทียบมูลค่าตลาดในวันปัจจุบันของหลักทรัพย์ (Current Market Value : CMV) กับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ใน
วันฐานของหลักทรัพย์ (Base Market Value : BMV) คือ วันที่ 30 เมษายน 2518 ซึ่งค่าดัชนีเริ่มต้นที่ 100 จุด

โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้

   

ตัวอย่างการคำนวณ SET Index


การปรับฐานการคำนวณดัชนี

     เนื่องจาก SET Index เป็นดัชนีที่คำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด ซึ่งคำนวณจากผลรวม
ระหว่างราคาหลักทรัพย์คูณกับจำนวนหุ้นจดทะเบียน เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อดัชนีราคาหุ้นก็คือ
“การเปลี่ยนแปลงของราคา”
และ “จำนวนหุ้นจดทะเบียน”

     ดังนั้น เพื่อให้ดัชนีราคาหุ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านราคาเพียงอย่างเดียว จึงต้องตัดผลกระทบอันเกิดจากการ
เปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นจดทะเบียนด้วยการ “ปรับฐานการคำนวณ” เพื่อขจัดผลกระทบนั้นๆ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ
จะดำเนินการปรับฐานการคำนวณดัชนีในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • หลักทรัพย์จดทะเบียนเข้าใหม่ (New Listing)
  • หลักทรัพย์เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน (Delisting)
  • การเพิ่มทุนจดทะเบียน (Capital Increse)
  • การลดทุนจดทะเบียน (Capital Decrese)
  • การย้ายตลาด (Change Market)
  • การเพิ่มและตัดหุ้นใดๆ จากการคำนวณดัชนี (Include and Exclude)
  • การย้ายกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group) หรือย้ายหมวดธุรกิจ (Sector) จะปรับฐานเฉพาะการคำนวณ Industry Group Index หรือ Sectoral Index เท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อ SET Index แต่อย่างใด
  • การปรับปรุงหลักทรัพย์ใน SET50 จะปรับฐานเฉพาะการคำนวณ SET50 เท่านั้น


      สำหรับกรณีที่มีการแยกหุ้น (Split Par) จะไม่มีการปรับฐานการคำนวณดัชนีแต่อย่างใด เนื่องจากการแยกหุ้นจะ
ทำให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนเพิ่มขึ้นและราคาหุ้นลดลงในสัดส่วนที่เท่ากัน ดังนั้น มูลค่าตลาดของหลักทรัพย์จึง
ไม่เปลี่ยนแปลง

     นอกจากนี้ ในกรณีของ Stock Dividend ก็จะไม่มีการปรับฐานการคำนวณดัชนีเช่นกัน เนื่องจากเป็นเพียงการ
เปลี่ยนแปลงทางบัญชี โดยโอนกำไรสะสมไปเป็นทุนชำระแล้วเท่านั้น ซึ่งในทางทฤษฎีจะไม่มีผลกระทบต่อมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์แต่อย่างใด จึงไม่จำเป็นต้องปรับฐานการคำนวณดัชนี แต่จะมีการปรับจำนวนหุ้นจดทะเบียนให้เพิ่มขึ้นตามจำนวนหุ้นปันผล โดยจะทำการปรับ ณ สิ้นวันทำการของวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย Excluding Dividened (XD)

 
  


  • ดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ (Industry Group Index and Sectoral Index)


      นอกจาก SET Index ที่คำนวณจากหุ้นสามัญทั้งหมดบนกระดานหลักแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีการคำนวณดัชนี
ราคาหุ้น โดยแบ่งตามการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนเห็นภาพ
การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในรายละเอียดมากขึ้น ดังนี้

- ดัชนีราคารายกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group Index) 

     เป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยมีหลักการคำนวณเช่นเดียวกันกับการคำนวณ SET Index กล่าวคือ ใช้การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) โดยมีวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นวันฐาน คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยไม่นำหลักทรัพย์ที่
ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 1 ปีมารวมในการคำนวณ

     ทั้งนี้ Industry Group Index จะมีการปรับฐานการคำนวณดัชนีเช่นเดียวกันกับ SET Index คือ เมื่อมีการ
เปลี่ยนแปลงมูลค่าของหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นของหลักทรัพย์ที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งเมื่อมีหลักทรัพย์ย้ายกลุ่มอุตสาหกรรม

 

 

- ดัชนีราคารายหมวดธุรกิจ (Sectoral Index) 

     เป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานเดียวกัน
โดยมีหลักการคำนวณเช่นเดียวกันกับการคำนวณ SET Index กล่าวคือ ใช้การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) คำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในแต่ละหมวดธุรกิจ โดยไม่นำหลักทรัพย์ที่
ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 1 ปีมารวมในการคำนวณ

     ทั้งนี้ Sectoral Index จะมีการปรับฐานการคำนวณดัชนีเช่นเดียวกันกับ SET Index และ Industry Group Index รวมทั้งเมื่อมีหลักทรัพย์ย้ายหมวดธุรกิจ

 
มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554
  




  • ดัชนีราคา SET50 Index และ SET100 Index


      นอกจาก SET Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดระดับราคาหุ้นทั้งตลาดแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังจัดทำดัชนี “SET50 Index” และ “SET100 Index” เพื่อเป็นดัชนีราคาหุ้นที่ใช้แสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
50 และ 100 ตัว ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูง การซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่าง
สม่ำเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

 

     อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาปรับรายการหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณ SET50 Index และ SET100 Index ทุกๆ 6 เดือน คือ เดือนมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี ทั้งนี้
เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับภาวะการณ์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น กรณีที่มีบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ หรือกรณีที่มีการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจส่งผลให้หุ้น
บางตัวที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกมาก่อน มีคุณสมบัติครบถ้วนขึ้น และสามารถนำมาใช้ในการคำนวณ SET50 Index และ SET100 Index ได้
โดยจะประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ 10 วันทำการ ก่อนที่จะสิ้นสุดวันที่ใช้รายชื่อหลักทรัพย์ชุดเดิม

วิธีการคำนวณ SET50 Index และ SET100 Index


      SET50 Index และ SET100 Index ใช้วิธีการคำนวณดัชนีและการปรับฐานการคำนวณดัชนีเช่นเดียวกับดัชนีราคาอื่นๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ คำนวณราคาหุ้นโดยถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) โดยไม่นำหลักทรัพย์ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เกิน 1 ปีมารวมในการคำนวณ และมีปรับฐานการคำนวณดัชนีทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง
จำนวนหุ้นของหลักทรัพย์ที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้

 
  

     ทั้งนี้ SET50 Index จะมีวันที่ 16 สิงหาคม 2538 เป็นวันฐาน และ SET100 Index จะมีวันที่ 30 เมษายน 2548
เป็นวันฐาน ซึ่งค่าดัชนีเริ่มต้นอยู่ที่ 1,000 จุด

ประโยชน์ของ SET Index, SET50 Index และ SET100 Index

     Index ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็คือดัชนีราคาประเภทหนึ่ง ซึ่งประโยชน์ก็จะเหมือนกับดัชนีอื่นๆ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงในราคาสินค้า

     กรณีของดัชนีราคาหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น SET Index, SET50 Index หรือ SET100 Index การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของค่าดัชนี ก็จะบอกถึงการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ที่อยู่ในดัชนีนั้นๆ ผู้ลงทุนจึงสามารถใช้ Index เหล่านี้
ในการวัดผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณ Index นั้นได้




  • ดัชนีราคา SET High Dividend 30 Index (SETHD Index)



      SETHD Index เป็นดัชนีราคาหุ้นชุดใหม่ เพิ่มเติมจากดัชนีราคาหุ้นในปัจจุบัน คือ SET Index, SET50 Index, SET100 Index, mai Index และดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจต่างๆ เพื่อให้มีดัชนีที่สะท้อนภาพรวม
ความเคลื่อนไหวราคาของหลักทรัพย์ในกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงและต่อเนื่องในตลาดหลักทรัพย์ไทย

ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้อ้างอิงกับผลตอบแทนการลงทุน และยังสามารถใช้เพื่อออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรืออ้างอิงกับการออกกองทุน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เริ่มเผยแพร่ดัชนีชุดนี้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นมา

     สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนเพื่อคำนวณ SETHD Index นั้น จะคัดเลือกหลักทรัพย์จาก SET100 Index ที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราส่วนการจ่ายปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout Ratio) ไม่เกิน 85% ของกำไรสุทธิในแต่ละปี ย้อนหลัง 3 ปี ซึ่งบริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนจาก
เงินปันผล (Dividend Yield) สูงสุด 30 อันดับแรก จะถูกนำมาใช้เพื่อรวมคำนวณในดัชนี

 
  

     อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการคัดเลือกและทบทวนรายการหลักทรัพย์ใน SETHD Index ปีละ 2 ครั้ง คือ เดือนมิถุนายน (ประกาศใช้สำหรับรอบครึ่งหลังของปี) และธันวาคม (ประกาศใช้สำหรับครึ่งแรกของปีถัดไป) ซึ่งเป็นไปตามรอบการคัดเลือกและการทบทวนรายการหลักทรัพย์ใน SET50 Index และ SET100 Index

วิธีการคำนวณดัชนี

     SETHD Index ใช้วิธีการคำนวณดัชนีและการปรับฐานการคำนวณดัชนีในลักษณะใกล้เคียงกับการคำนวณ
SET Index กล่าวคือ ใช้การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) และปรับฐานการคำนวณดัชนีทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณ เนื่องจาก
การเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้นของหลักทรัพย์ที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ต่างๆ

     อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผล SETHD Index จะนำอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของแต่ละหลักทรัพย์มาร่วมถ่วงน้ำหนักในการคำนวณด้วย โดยจะกำหนดอัตราผลตอบแทนจาก
เงินปันผลสูงสุดที่ใช้ในการคำนวณที่ 15% ของแต่ละหลักทรัพย์

 
 

     ทั้งนี้ SETHD Index จะใช้ราคาหลักทรัพย์ในวันที่ 30 มิ.ย. 2554 เป็นวันฐาน และค่าดัชนีเริ่มต้นที่ 1,000 จุด

  
 
 
 

     นอกจากดัชนีราคาหลักทรัพย์ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีดัชนีราคาหลักทรัพย์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

  • ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai Index) เป็นดัชนีราคาหลักทรัพย์ที่สะท้อนภาวะการซื้อขาย
    โดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ทั้งหมด

  
  


  • ดัชนี FTSE SET เป็นดัชนีที่จำแนกตาม Market Cap. ของบริษัทจดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงงค์เพื่อรองรับ
    การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยดัชนีรวมทั้งสิ้น 6 ดัชนี ได้แก่
    • FTSE SET Large Cap Index
    • FTSE SET Mid Cap Index
    • FTSE SET Small Cap Index
    • FTSE SET All- Share Index
    • FTSE SET Mid/Small Cap Index
    • FTSE SET Fledgling Index
    • FTSE SET Shariah Index

 
  


  • ดัชนี FTSE / ASEAN เป็นดัชนีที่ใช้วัดผลการลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียนทั้ง 5 แห่ง คือ ตลาดหลักทรัพย์เบอร์ซ่ามาเลเซีย ตลาดหลักทรัพย์จาการ์ต้า ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วยดัชนีหลัก 2 ดัชนี ได้แก่
    • FTSE / ASEAN Index
    • FTSE / ASEAN 40 Index

 
  


  • ดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return Index : TRI) เป็นดัชนีที่สะท้อนผลตอบแทนโดยรวมจากการลงทุนในแต่ละกลุ่มหลักทรัพย์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งเพื่อใช้ในการประเมินผลตอบแทนของ
    เงินลงทุนและความสามารถของผู้จัดการกองทุน
    • ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI)
    • ดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 (SET50 TRI)
    • ดัชนีผลตอบแทนรวม SET100 (SET100 TRI)
    • ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai TRI)
    • ดัชนีผลตอบแทนรวมรายอุตสาหกรรม (Industry TRI)

 
  



Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์


+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand