Banner20131203_OnlineClass
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend
Inv_KnowProduct_EQ_Strategy.jpg
   
     การลงทุนในหุ้นประเภทต่างๆ นั้น ผู้ลงทุนควรทราบว่าก่อนว่าหุ้นสามารถแบ่งได้กี่ประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะ
อย่างไร และสามารถนำไปใช้วางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบของผู้ลงทุนแต่ละคน ซึ่งหุ้น
แต่ละตัวนั้น สามารถเปลี่ยนสถานะหรือประเภทของตัวหุ้นเองได้เสมอ โดยหลักการทั่วไป หุ้นสามารถแบ่งออกเป็น
2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ “หุ้นคุณค่า” (Value Stock) และ “หุ้นเติบโต” (Growth Stock) ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียด
ดังต่อไปนี้


 
 
      Value Stock หมายถึง หุ้นที่มีราคาหรือมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎี (ของดี ราคาถูก) หรือเป็นหุ้นที่มีปัจจัย
พื้นฐานดี เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยลักษณะเด่นของหุ้นประเภทนี้ คือ เป็นหุ้นที่เน้นอัตราปันผลที่สูง แต่มักจะมีผลการดำเนินงานเติบโตไม่โดดเด่น หรืออาจเป็นกิจการที่มีการเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้คนตีราคาของหุ้นตัวนี้ต่ำมาก
จนไม่สนใจซื้อขายกัน จึงทำให้ราคานั้นต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม
 

โดยเกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินใจว่าหุ้นใดเป็นหุ้น Value Stock นั้น เราใช้ลักษณะใหญ่ๆ 3 ข้อดังนี้

1. อัตราการจ่ายเงินปันผล (High Dividend Yield) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่มเดียวกัน หรือ
เรียกอีกอย่างว่า “หุ้นปันผล” (Dividend Stock)

2. หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/E Ratio ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม หุ้นลักษณะนี้มักจะมีผลการดำเนินงานด้อยกว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกัน หรือต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้ลงทุนให้ค่าพรีเมียมหรือ P/E Ratio ที่ต่ำนั้นเอง

3. หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/BV Ratio ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม ลักษณะโดยรวมจะคล้ายคลึงกับประเภทที่ 2 ดังที่กล่าวมาข้างต้น


      กล่าวโดยสรุปของ Value Stock คือ หุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎี และสมมติฐานหนึ่งของ
การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ คือ ถ้าหากราคาของมันต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎีแล้ว สักวันหนึ่งราคาจะต้องปรับขึ้นมาหาราคาที่เหมาะสมอย่างแน่นอน จะช้าหรือเร็วเท่านั้น โดยมีลักษณะสำคัญ คือ มี P/E Ratio และ P/BV Ratio ที่ต่ำ
แต่มีผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

     หุ้นประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนไทยเป็น
จำนวนมาก โดยมากมักมีลักษณะที่โดดเด่นในแง่ของอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม (Industry Growth) ที่เติบโตสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ (GDP Growth)

     
ตัวอย่างของปี 2550 กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือกลุ่มยานยนต์ที่มีอัตรา
การขยายตัวสูงกว่า 10% ขณะที่ GDP Growth ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่
4.5 - 5.0% เท่านั้น ดังนั้น หุ้นในกลุ่มนี้จึงมีผลการดำเินินงาน ทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิที่ขยายตัวโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

  

     อย่างไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียนยังสามารถสร้างการเติบโตให้แก่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เองได้ แม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมในขณะนี้ไม่มีความโดดเด่นเหนือเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยมี 2 แนวทางดังนี้

1. Inorganic Growth ผ่านการควบรวม และ/หรือ ซื้อกิจการ (Merger & Acquisition : M&A) ซึ่งเป็นแนวทางที่เริ่มได้รับความนิยมในบริษัทจดทะเบียนของไทยมากขึ้น เพราะเป็นทางลัดที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท ตัวอย่างเช่น ATC – RRC, MAJOR – TRAF, BAY – GE Capital ฯลฯ

2. Organic Growth เป็นการผลักดันจากแผนธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนเอง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
การลดต้นทุนการผลิต การขยายตลาด การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฯลฯ จะเห็นภาพได้ชัดในกลุ่มภาคการผลิตมากกว่าภาคการบริการ

ลักษณะของ Growth Stock

      Growth Stock จะเป็นหุ้นที่เน้นการเติบโต (ของดี ราคาสูง) มีลักษณะเด่นของหุ้น โดยเป็นหุ้นที่มี
ผลการดำเนินงานเติบโตโดดเด่นกว่าตลาด
ซึ่งเราสามารถแบ่งลักษณะเด่นๆ ของหุ้นกลุ่ม Growth Stock
ได้เป็นลักษณะใหญ่ๆ 3 ข้อ ดังนี้

1. อัตราการจ่ายเงินปันผล (Low Dividend Yield) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่มเดียวกัน
เนื่องจากบริษัทลักษณะนี้จะต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้สำหรับการขยายกิจการของตนเอง ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่
สูงกว่าการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น

2. หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/E Ratio สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม เนื่องจากบริษัทประเภทนี้มี
ผลการดำเนินงานที่ดี ทั้งในแง่รายได้และความสามารภในการทำกำไร จึงทำให้ผู้ลงทุนยอมจ่ายเงินซื้อแพง หรือที่
P/E Ratio สูงนั้นเอง

3. หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/BV Ratio สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม ลักษณะโดยรวมจะคล้ายคลึงกับประเภทที่ 2 ดังที่กล่าวมาข้างต้น

     โดยสรุป Growth Stock จึงเป็นหุ้นที่ซื้อขาย P/E Ratio และ P/BV ratio สูง แต่ Dividend Yield ต่ำ

Growth Stock เหมาะกับผู้ลงทุนแบบไหน?

     หากเป็นผู้ลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างสั้น หรือต่ำกว่า 12 เดือน และสามารถรับความเสี่ยงจากการผันผวนของการลงทุนได้มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปแล้ว Growth Stock เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับผู้ลงทุนกลุ่มนี้ เพราะ
ด้วยผลการดำเนินงาน และ/หรือ ประเด็นการลงทุนจะมีส่วนสนับสนุนการปรับตัวของราคาหุ้นประเภทนี้เสมอ แต่เมื่อใดที่ผลการดำเนินงานออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะปรับตัวลงแรงเช่นเดียวกัน

      ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่ม Growth Stock อาจเปลี่ยนแปลงเป็นกลุ่ม Value Stock ได้ จึงต้องพิจารณาตรวจสอบหุ้นที่
ลงทุนเสมอ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนของผู้ลงทุน

 
   
  


Value Stock และ Growth Stock เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

     จากข้อสรุปการเปรียบเทียบระหว่าง Value Stock และ Growth Stock ข้างต้นนั้น เป็นเพียงสูตรสำเร็จอย่างง่าย
ต่อการแยกประเภทของหุ้น ซึ่งในความเป็นจริง หุ้นๆ หนึ่งอาจมีลักษณะของหุ้นประเภทหนึ่ง และเปลี่ยนไปมีลักษณะของ
หุ้นอีกประเภทอีกหนึ่งได้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

 

     ตัวอย่างเช่น บริษัท ABC เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากย้อนกลับไปในอดีต (T0) ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการลงทุนโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่
มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการซื้อขายหุ้นที่ P/E Ratio
เฉลี่ยสูงถึง 58 เท่า (สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/E Ratio ของตลาดที่อยู่ราวๆ 20 เท่า) หากพิจารณาจากแนวโน้มผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หุ้น ABC
จะจัดเป็นหุ้น Growth Stock ณ ขณะนั้น

     แต่เมื่อผ่านจุดการขยายโครงการขนาดใหญ่ไปแล้ว อัตราค่าบริการถูกลง
ราคาโทรศัพท์มือถือถูกลง การเพิ่มของจำนวนผู้ใช้บริการก้าวกระโดด แต่
ผลการดำเนินงานเริ่มทรงตัว ส่งผลให้ P/E Ratio ที่ซื้อขายเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่
16 เท่าในช่วงเวลา (T1) ขณะที่ SET ซื้อขายที่ P/E Ratio 10 เท่า กล่าวคือ
หุ้น ABC ซื้อขายที่ P/E Ratio สูงกว่าตลาดเพียง 6 เท่า สะท้อนได้ว่าหุ้น ABC ในขณะนั้นเป็น Value Stock

     จากตัวอย่างข้างต้น เป็นการสะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนของหุ้นหนึ่งๆ ผู้ลงทุนจะต้องพิจารณาและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะการในเวลานั้นๆ ด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงของลักษณะหุ้นจากประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่ง ลักษณะของผลตอบแทนและอัตราผลตอบแทนที่ได้ย่อมแตกต่างกัน

จังหวะของการลงทุนในหุ้นระหว่าง Value Investor และ Growth Investor

 

     ผู้ลงทุนแบบ Value Investor จะลงทุนในหุ้นแบบ Value Stock ก่อน เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่นอกสายตาของ Growth Investor โดยผลตอบแทนที่จะได้รับอยู่ในรูปของอัตรา
ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) และเมื่อบริษัทฯ นั้นๆ เริ่มมีผลประกอบการที่ดีขึ้น
อย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมีความน่าสนใจในสายตาของ Growth Investor ซึ่งมักจะเป็นจุดที่ Value Investor พิจารณาว่าราคาหุ้นเริ่มแพง ก็จะเริ่มขายหุ้น เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) โดย Growth Investor จะเข้ามาเป็นผู้ซื้อหุ้นต่อจาก Value Investor นั้นเอง และเมื่อใดที่ความน่าสนใจของหุ้นในแง่ของผลการดำเนินงานลดลง Growth Investor จะเริ่มขายหุ้นเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา โดย Value Investor จะกลายมาเป็นผู้ซื้อหุ้น
ต่อจาก Growth Investor นั่นเอง

 
     “ค่าเบต้า” (?) เป็นอีกปัจจัยที่ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของ “ราคาหุ้น” เทียบกับ “การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์” หรือเรียกในเชิงสถิติ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังต่อไปนี้
  
1. ค่าเบต้า > 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในอัตราที่สูงกว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น หุ้น ABC มีค่าเบต้าที่ 1.2 เท่า หาก SET ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น ABC จะปรับขึ้น 12% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น ABC จะลดลง 12% เช่นกัน
2. ค่าเบต้า = 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงเท่ากับการเคลื่อนไหวของตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้นตลาด (Market Cap.) เช่น หุ้น XYZ มีค่าเบต้าที่ 1 เท่า หาก SET
ปรับตัวขึ้น 10% ในวันนี้ ราคาหุ้น XYZ ปรับขึ้น 10% และในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น XYZ จะลดลง 10% เช่นกัน
3. ค่าเบต้า < 1 หมายถึง ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนน้อยกว่าตลาด ซึ่ง
มักเป็นหุ้น Defensive เช่น หุ้น DEF มีค่าเบต้าที่ 0.8 เท่า หาก SET ขึ้น 10%
ราคาหุ้น DEF ขึ้น 8% แต่ในทางกลับกัน SET ลดลง 10% ราคาหุ้น DEF ลดลง 8%
 
 

     “ค่าเบต้า” (?) คำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาด ดังนั้นการนำข้อมูลแต่ละช่วงเวลามาประเมินค่าเบต้า ย่อมได้ค่าเบต้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ลักษณะของค่าเบต้าที่ดี และ
น่าเชื่อถือ คือ ช่วงเวลาของข้อมูลที่นำมาใช้ ยิ่งช่วงเวลานาน ความน่าเชื่อถือจะดีขึ้น เพราะหากนำข้อมูลช่วงสั้นๆ มาพิจารณา ราคาหุ้นในช่วงเวลานั้นๆ อาจมีความผันผวนสูงจากปัจจัยใดปัจจั ยหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเบต้าที่ได้สูงกว่าปกติหรือค่าเฉลี่ยของหุ้นนั้นๆ ในทางปฎิบัติมักใช้ช่วงเวลา 6 เดือน หรือ 12 เดือน

กลยุทธ์การใช้ค่าเบต้าในการตัดสินใจลงทุน

1. Fund Flow เข้า หรือตลาดเป็นทิศทางขาขึ้น ควรเลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 หรือสูงกว่า เพราะผู้ลงทุน
ต่างชาติจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ หรือ Market Cap. สูง และเมื่อตลาดโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะสูงกว่าตลาด แต่ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากการลงทุนจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

2. ภายใต้ภาวะตลาดผันผวน ไร้ทิศทางชัดเจน ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 เพื่อลดความเสี่ยงจาก
การลงทุน โดยส่วนใหญ่นักกลยุทธ์จะแนะนำให้ลงทุนในหุ้นประเภท Defensive หรือหุ้นที่ให้อ้ตราผลตอบแทนจาก
เงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (Dividend Stock) เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสามารถเป็นกันชนที่จะ
ช่วยลดการผันผวนของราคาได้

   

 

Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์


+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand