Banner20140819_OnlineDocument
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend
    

ผู้ลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่าข้อมูลราคาของ Equity ETF จะมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่

  • ราคาซื้อขายหรือราคาตลาด (Trading Price) คือ ราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Offer) ที่ปรากฏอยู่บนกระดาน
    ซื้อขายกองทุน Equity ETF ซึ่งราคานี้จะถูกกำหนดโดยความต้องการซื้อและความต้องการขายของผู้ลงทุนในกองทุน Equity ETF ในตลาด และจะเป็นราคาที่ผู้ลงทุนใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนหน่วยลงทุน Equity ETF ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
    ซึ่งผู้ลงทุนสามารถหาข้อมูลราคาซื้อขายนี้ได้จากหน้าจอซื้อขายหุ้นทั่วไป
  • มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมต่อหน่วย หรือที่เรียกว่า “มูลค่าหน่วยลงทุน” ซึ่งการคำนวณก็จะมีวิธีเช่นเดียวกับการคำนวณ NAV ของกองทุนรวมอื่นๆ และมีการคำนวณ
    ทุกสิ้นวันทำการ โดยมูลค่า NAV สำหรับ Equity ETF จะคำนวณมาจากราคาปิดของหุ้นที่กองทุน Equity ETF ลงทุน เพื่อให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามหลักทรัพย์อ้างอิง ณ สิ้นวันทำการ ผู้ลงทุนจึงสามารถใช้มูลค่า NAV เพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ที่อยู่ในกองทุน และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในวันทำการถัดไปได้ โดยผู้ลงทุนสามารถหาข้อมูล NAV นี้ได้จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน หรือเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ
    ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุน Equity ETF
  • มูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ (Indicative Net Asset Value : INAV หรือ Intraday Indicative Value : IIV) กองทุน Equity ETF จะมีการคำนวณและรายงานมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณทุกนาที ตลอดเวลา
    ทำการซื้อขาย ซึ่ง INAV นี้ จะคำนวณจากราคาซื้อขายล่าสุดของหุ้นที่กองทุน Equity ETF ลงทุน เพื่อให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามหลักทรัพย์อ้างอิง



 

     ดังนั้น INAV จึงเป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้ลงทุนทราบมูลค่าของกองทุนที่เปลี่ยนแปลงในระหว่างวัน ซึ่งประโยชน์ของข้อมูลตัวนี้ คือ ผู้ลงทุนสามารถนำ INAV มาเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายในตลาด ณ ขณะนั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าราคาของกองทุนรวม Equity ETF ณ ขณะนั้น เหมาะสมหรือไม่ ถูกหรือแพงเกินไปอย่างไร ตัวอย่างเช่น

    • หากซื้อที่ราคาตลาดสูงกว่า INAV แสดงว่าซื้อในราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ในกองทุน ณ ขณะนั้น... “ซื้อแพง”
    • หากซื้อที่ราคาตลาดต่ำกว่า INAV แสดงว่าซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ในกองทุน ณ ขณะนั้น... “ซื้อถูก”

 

     โดยผู้ลงทุนสามารถหาข้อมูล INAV ได้จากเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนรวม
Equity ETF

 
  

     เป็นราคาที่ผู้ลงทุนใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนหน่วยลงทุน Equity ETF ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นราคาที่ทราบได้ทันทีแบบ Real Time และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทานที่มีอยู่ในตลาด

     โดยปกติราคาซื้อขายของหน่วยลงทุน Equity ETF จะแปรผันไปตามการเคลื่อนไหวของดัชนีที่กองทุนนั้นใช้อ้างอิง ซึ่งจะสะท้อนมายังมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ (INAV) ทั้งนี้ ระดับราคาหน่วยลงทุน Equity ETF จะคิดเป็นสัดส่วนของระดับดัชนีอ้างอิง เช่น 1 ใน 10 หรือ 1 ใน 100 เป็นต้น

รู้ไว้มีประโยชน์!

     การกำหนดราคาเสนอขาย TDEX ในครั้งแรก (ราคา IPO) จะคำนวณจากดัชนี SET50 ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2550 หารด้วย 100 โดยตัวเลข 100 ที่นำมาหารดัชนี คือ จำนวน Board Lot ของ ETF (1 Board Lot เท่ากับ 100 หน่วย ETF)

     โดยวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ดัชนี SET50 ปิดที่ 567.96 ดังนั้น ราคาเสนอขายครั้งแรกของ TDEX จึงเท่ากับ 5.6796 นั่นเอง
  

ตัวอย่างเช่น กองทุน TDEX กำหนดให้ 1 หน่วยลงทุน มีราคาประมาณ 1 ใน 100 ของระดับดัชนี ถ้าดัชนี SET50 อยู่ที่ระดับ 610 จุด ราคาหน่วยลงทุน TDEX จะคิดเป็นประมาณ 6.10 บาท (610 / 100)
ซึ่งราคานี้จะขยับขั้นละ 0.01 บาท (Tick Size)

     นอกจากราคาซื้อขายหรือราคาตลาดของหน่วยลงทุน Equity ETF จะแปรผันไปตามการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงแล้ว ความต้องการซื้อขายของผู้ลงทุนต่อกองทุน Equity ETF ก็จะส่งผลต่อราคาตลาดของกองทุนให้มีการเบี่ยงเบนไปจากระดับสัดส่วนของดัชนีที่ใช้อ้างอิงได้

     กล่าวคือ ถ้าความต้องการซื้อมีมากกว่าความต้องการขาย จะทำให้ราคาซื้อขายหรือราคาตลาดของหน่วยลงทุน Equity ETF สูงกว่าสัดส่วนของระดับดัชนีอ้างอิง ในทางกลับกัน หากความต้องการขายมีมากกว่าความต้องการซื้อ
จะทำให้ราคาซื้อขายหรือราคาตลาดของกองทุน Equity ETF ต่ำกว่าสัดส่วนของระดับดัชนีอ้างอิง

ตัวอย่างเช่น เมื่อดัชนี SET50 อยู่ที่ 610 จุด ราคาซื้อขายล่าสุดอาจอยู่ที่ 6.08 บาท หรือ 6.13 บาท ก็เป็นได้ แล้วแต่ภาวะอุปสงค์
อุปทานในขณะนั้น

 
  

     เช่นเดียวกับกองทุนประเภทอื่นๆ ที่ “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ” (Net Asset Value : NAV) จะแสดงถึงมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่กองทุนถือครองอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยในแต่ละวัน บลจ. ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ
กองทุนจะประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนไว้ตามราคาตลาด รวมกับผลประโยชน์ที่กองทุนได้รับ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งผลประโยชน์นี้อาจอยู่ในรูปของเงินสดคงค้างหรือรายได้ค้างรับ นำมาหักลบกับหนี้สินกองทุน เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ และค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ฯลฯ

     โดยทั่วไปมูลค่าทรัพย์สินสุทธิจะแสดงเป็นมูลค่าต่อหน่วย หรือที่เรียกว่า “มูลค่าหน่วยลงทุน” (NAV per Unit) ซึ่งจะมีการประกาศให้ผู้ลงทุนทราบทุกสิ้นวันทำการเหมือนกับกองทุนรวมทั่วๆ ไป และมีวิธีการคำนวณเหมือนกับ
การคำนวณ NAV per Unit ของกองทุนรวมอื่นๆ กล่าวคือ นำมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน หารด้วยจำนวน
หน่วยลงทุนที่ออกและจำหน่ายทั้งหมดของกองทุน
  
     กรณีจำนวนหน่วยลงทุน Equity ETF คงที่ มูลค่าหน่วยลงทุน Equity ETF อาจ “เพิ่มขึ้น” หรือ “ลดลง”
ในแต่ละวัน ตามการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและราคาหลักทรัพย์ในกองทุน ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุน Equity ETF สามารถนำมูลค่าหน่วยลงทุน Equity ETF มาคำนวณเพื่อหาผลตอบแทนของเงินลงทุนของตนเองได้ โดยนำมูลค่าหน่วยลงทุน Equity ETF ณ วันล่าสุด มาเปรียบเทียบกับต้นทุนของหน่วยลงทุน Equity ETF ที่ซื้อมา หากมูลค่าหน่วยลงทุน Equity ETF เพิ่มขึ้นแสดงว่ามีผลกำไร ในทางตรงกันข้าม หากมูลค่าหน่วยลงทุน Equity ETF ลดลง ก็แสดงว่ามีผล
ขาดทุนหรือมีผลตอบแทนเป็นลบ

ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันกองทุน Equity ETF มีมูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด 130,500,000 บาท
มีเงินสดคงเหลือ 1,800,000 บาท รายได้ค้างรับ 2,700,000 บาท และหนี้สินที่ยังไม่ได้จ่ายชำระเป็นเงินจำนวน 2,400,000 บาท หากกองทุนนี้มีหน่วยลงทุนที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด 10,000,000 หน่วย มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนต่อหน่วยลงทุนจะเป็นเท่าใด

เพราะฉะนั้น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนต่อหน่วยลงทุนจะเท่ากับ 13.2600 บาท

 
  

     นอกจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ที่จะคำนวณและเผยแพร่
ทุกสิ้นวันทำการเช่นเดียวกับกองทุนรวมอื่นๆ แล้ว บลจ. ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุน Equity ETF ยังเผยแพร่ “มูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ” (Indicative Net Asset Value : INAV) ซึ่งแสดงมูลค่าของกองทุนที่เปลี่ยนแปลงในระหว่างวัน ตามการ
เปลี่ยนแปลงของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ในตะกร้าหลักทรัพย์
(Portfolio Depository File : PDF)

     กล่าวคือ เป็นการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยให้ทันสมัย
อยู่เสมอ เนื่องจากราคาตลาดของหุ้นต่างๆ ที่กองทุน Equity ETF ถืออยู่นั้น มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา บลจ. จึงทำการคำนวณ INAV
ให้ใหม่ทุกๆ 30 วินาที หรือทุกๆ นาที ตามราคาตลาดของหุ้นที่
เปลี่ยนแปลงไป

     ดังนั้น มูลค่า INAV จึงมีคุณสมบัติสะท้อนราคาแบบ Real - Time Basis ได้ดีกว่า NAV และเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้ผู้ลงทุนในกองทุน Equity ETF มีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ณ นาทีของการตัดสินใจเสมอ

รู้ไว้มีประโยชน์!

     Portfolio Depository File (PDF) คือ กลุ่มหลักทรัพย์ที่ถูกกำหนดโดยผู้จัดการกองทุนเพื่อใช้ในการขอเพิ่ม (Creation) และ
ไถ่ถอน (Redemption)
หน่วยลงทุน ETF ในตลาดแรก

     โดยทั่วไปสัดส่วนของกลุ่ม
หลักทรัพย์ใน PDF จะเป็นไปตามนโยบายการลงทุนของกองทุน และเป้าหมายของกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน
   

     อย่างไรก็ตาม มูลค่า INAV จะใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น แตไม่ได้แสดงถึง “ราคาซื้อขายจริงที่
เกิดขึ้นในตลาด”
ซึ่งปกติแล้วราคาซื้อขายของหน่วยลงทุน Equity ETF จะ “สูงกว่า” หรือ “ต่ำกว่า” มูลค่า INAV
ก็ได้ โดยเป็นผลมาจากปริมาณอุปสงค์อุปทานเฉพาะของหน่วยลงทุน Equity ETF นั่นเอง

     สำหรับวิธีการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณนั้น จะคล้ายๆ กับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่จะแสดงเป็นมูลค่า
ต่อหน่วย โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณต่อหน่วย (INAV per Unit) จะคำนวณจาก...

 
 
  
     ตารางด้านล่างนี้จะสรุปความแตกต่างระหว่าง ราคาซื้อขาย Equity ETF, มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ (INAV) ซึ่งมีความแตกต่างกัน 3 ประการหลัก
  

     ทั้งนี้ จากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ราคาซื้อขาย Equity ETF, มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยประมาณ (INAV) จะสามารถสังเกตได้ว่า... มูลค่าทั้งสามจะถูกกำหนดขึ้นโดยปัจจัยที่แตกต่างกัน
ทำให้มีโอกาสที่เกิดความแตกต่างด้านราคาขึ้นได้

          นอกจากนี้ ความแตกต่างที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาด เช่น อาจมีอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ทำให้ผู้ลงทุนต้องซื้อหน่วยลงทุน Equity ETF ในราคาที่สูงขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ ถ้าเกิดความแตกต่างระหว่างราคาซื้อขาย Equity ETF และมูลค่า INAV ต่อหน่วย ก็จะเกิดโอกาสในการทำกำไรข้ามตลาด หรือที่เรียกว่า “Arbitrage” เกิดขึ้น โดยผู้ร่วมค้าหน่วย (Participating Dealers : PD) จะทำการขอสร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุน
จนสามารถผลักดันให้ราคาที่แตกต่างกันอย่างผิดปกตินั้น กลับคืนสู่ภาวะปกติตามปัจจัยพื้นฐานอย่างรวดเร็ว


Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์

+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ส / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand