Banner20140820_DerivatvesOnline
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend
Inv_KnowProduct_ETF_Strategy.jpg
   
 
  

     กลยุทธ์การซื้อขายเพื่อหวังส่วนต่างเป็นกลยุทธ์ที่หวังจะได้กำไรจากการ “ซื้อถูกแล้วขายแพง” ซึ่งจะได้รับ
ส่วนต่าง ระหว่างราคาขายกับต้นทุน (Capital Gain)

     ผู้ลงทุนที่ใช้กลยุทธ์นี้จะต้องคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของราคาตลาด และ NAV ของ Equity ETF

     ขั้นตอนการวางกลยุทธ์ลักษณะนี้ คือ การประเมินมูลค่า
ที่เหมาะสมของหุ้นใน Equity ETF
หรือ NAV ของ Equity ETF นั่นเอง ซึ่งในกรณีของ TDEX นั้น จะประกอบด้วยหุ้น 50 ตัวตามดัชนี SET50 ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของ Market Cap. รวม
ของตลาด
  

     ดังนั้น ขั้นตอนที่ค่อนข้างง่ายสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป คือ พิจารณาปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่จะมีผลต่อทิศทาง
การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดฯ เป็นสำคัญ
เช่น ทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั้งในและ
ต่างประเทศ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ มาตรการด้านอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การเมืองภายในประเทศ ฯลฯ เพราะปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการตัดสินใจการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของผู้ลงทุนต่างชาติ รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เพราะน้ำหนักของกลุ่มพลังงานที่ใช้คำนวณในตลาดฯ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของมูลค่าตลาดรวม

     อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรพิจารณามูลค่าเหมาะสมของ Equity ETF บนพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทราบถึงราคาสูงสุดของ Equity ETF

สำหรับการวางกลยุทธ์การลงทุนเพื่อหากำไรส่วนต่างจากราคาอย่างง่ายทำได้ดังนี้

1. หากพิจารณาถึงทิศทางตลาดที่เป็นขาขึ้น : ควรวางกลยุทธ์ “ซื้อ” Equity ETF และควรวางกลยุทธ์ “ขาย
ทำกำไร”
บางส่วนเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ และ “ขายทั้งหมด” เมื่อตลาดเข้าสู่จุดสูงสุดที่ผู้ลงทุนประเมินไว้
 
     ตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนคาดว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า
ผู้ลงทุนสามารถซื้อ TDEX จำนวน 100,000 หน่วย ที่ราคา 6.10 บาท และเมื่อดัชนี SET50
เพิ่มขึ้นตามที่คาดไว้ ผู้ลงทุนสามารถขาย TDEX ออกที่ราคา 6.25 บาท โดยจะได้รับกำไรจาก
ส่วนต่างราคา (ก่อนหักค่าธรรมเนียมการซื้อขาย) จำนวน 15,000 บาท
 

2. หากพิจารณาถึงทิศทางตลาดที่เป็นขาลง : ควรวางกลยุทธ์ “การขายชอร์ต” (Short Selling) ซึ่งหมายถึง การที่ผู้ลงทุนสั่งขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยที่ไม่ได้ถือครองหลักทรัพย์นั้นไว้อยู่ก่อน นั่นคือ เป็นการยืม
หลักทรัพย์ของผู้อื่นมาขาย และซื้อหลักทรัพย์ส่งคืนในภายหลัง

     วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ผู้ลงทุนคาดว่าดัชนีอ้างอิงจะปรับตัวลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนได้รับกำไรจากส่วนต่างจาก
การขายที่ราคาสูงกว่า และซื้อหลักทรัพย์นั้นคืนในราคาที่ต่ำกว่า

 
     ตัวอย่างเช่น หากผู้ลงทุนคาดว่าดัชนี SET50 จะปรับลดลงในอีก 1 เดือนข้างหน้า ผู้ลงทุนสามารถขาย TDEX จำนวน 100,000 หน่วย ที่ราคา 6.20 บาท ต่อมาดัชนี SET50 ปรับลดลงตามที่คาดไว้ ผู้ลงทุนสามารถซื้อ TDEX คืนที่ราคา 5.80 บาท ซึ่งการขายชอร์ตดังกล่าวจะทำให้
ผู้ลงทุนได้รับกำไรจากส่วนต่างราคา (ก่อนหักค่าธรรมเนียมการซื้อขายและการยืมหลักทรัพย์)
เป็นจำนวน 40,000 บาท
  
3. กรณีที่ตลาดมีทิศทางไม่ชัดเจน หรือผันผวน : ควรวางกลยุทธ์การลงทุนเป็นเพียงแค่ “ถือ” หรือ “ไม่ลงทุน” เพราะโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาทำได้ยาก
 
  

     กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนใน Equity ETF ซึ่งสามารถใช้ตราสารอนุพันธ์อย่างฟิวเจอร์ส (Futures) และออปชัน (Options) ในการลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ 2 กรณี ดังนี้

1. TDEX ผสม Short SET50 Futures : กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนใน TDEX 100% ซึ่งสามารถทำได้โดยการ Short SET50 Futures ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนใน
กรณีนี้ คือ อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free Rate) เพราะความผันผวนของ SET50 หรือ TDEX
ได้ถูกชดเชยด้วยสถานะ Short ใน SET50 Futures ไปแล้ว
  
 

     ตัวอย่างเช่น หากดัชนี SET50 ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ลงทุนจะได้กำไรจาก TDEX และขาดทุน
จากการ Short Futures ในทางกลับกัน หากดัชนี SET50 ปรับตัวลดลง ผู้ลงทุนจะขาดทุนจากการซื้อ TDEX แต่จะได้กำไรจากการ Short Futures ชดเชยแทน

     อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติผู้ลงทุนสามารถเลือกที่จะป้องกันความเสี่ยงทั้งพอร์ตหรือเพียง
บางส่วนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการ Short SET50 Futures
  
2. TDEX ผสม Long Put SET50 Options : กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนใน TDEX ที่ต้องการจำกัด
ความเสี่ยงในตลาดขาลง แต่ยังคงเปิดโอกาสของการทำกำไรหาก SET50 ขยับขึ้น
โดยการใช้ Options อย่าง Long Put เข้าไป เนื่องจาก Put Options เป็นสิทธิ์ในการขายดัชนี SET50 ในราคาที่ตกลงกันไว้ ดังนั้น หากตลาดที่เป็นขาขึ้น ผู้ถือ Put Options ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ ทำให้มีค่าใช้จ่ายจำกัดเพียงค่าพรีเมียมเท่านั้น
 

     ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนซื้อ TDEX ไว้ที่ราคา 6.20 บาท จำนวน 100,000 หุ้น เป็นเงิน 620,000 บาท และ Long Put SET50 Options ไว้ที่ราคาใช้สิทธิ์ 620 จุด โดยมี Premium
20 จุดต่อสัญญา ซึ่ง Long ไว้ 5 สัญญา (เพื่อให้เท่ามูลค่า TDEX ที่ 620,000 บาท) จะเสียเงินค่า Premium จำนวน 20,000 บาท (20 x 5 x 200) เมือดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้นไปจริงที่
700 จุด ทำให้ผู้ลงทุนกำไรจาก TDEX จำนวน 80,000 บาท [(7.00 - 6.20) x 100,000] และขาดทุนจากค่า Premium จำนวน 20,000 บาท ทำให้ได้กำไรสุทธิจำนวน 60,000 บาท
(หลังหักค่าใช้จ่ายจากค่าธรรมเนียมการซื้อขาย)

  
 
 

     ตัวอยางเช่น หากดัชนี SET50 ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 500 จุด ผู้ลงทุนจะใช้สิทธิ์ขาย
Put Options ที่ราคา 620 จุด ทำให้ได้เงินมา 120,000 บาท [(620 - 500) x 200 x 5]
(หลังหักค่าใช้จ่ายจากค่าธรรมเนียมการซื้อขาย) และขาดทุนจาก TDEX จำนวน 120,000 บาท [(6.20 - 5.00) x 100,000] ซึ่งจะหักล้างกันไป ทำให้พอร์ตการลงทุนขาดทุนสุทธิเท่ากับจำนวน Premium ที่จ่ายไปตอน Long Put จำนวน 20,000 บาทเท่านั้น หากจะเปรียบไปแล้วกลยุทธ์นี้จะคล้ายกับการซื้อประกันภัยจากการลงทุนนั่นเอง

  
 



Banner20141119_Classroom_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์

+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ส / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand