Banner20140701_FinancialPlanning
ลักษณะและคุณสมบัติของ Options
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

12. การซื้อขาย Options ด้วยระบบมาร์จิน

    โดยปกติการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย เช่น หุ้นกู หุ้นสามัญ นักลงทุนจะสามารถซื้อขายแบบมาร์จินได
โดยตลาดหลักทรัพยจะกําหนดอัตรามาร์จินขั้นต้น( Initial margin requirement ) เป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหุ้นที่ซื้อขาย เช่น
X % ซึ่งหมายความว่า ถ้ามูลค่าหุ้นเท่ากับ 100 บาท นักลงทุนจะต้องออกเงินของตนเอง X บาท และสามารถไปขอกู้จาก
บริษัทหลักทรัพยเพื่อมาลงทุนในหลักทรัพย์นี้ 100 – X บาท เมื่อลงทุนไปแล้ว ราคาหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงขึ้น หรือลง ซึ่งทําใหนักลงทุนมีสถานะกําไร หรือขาดทุนได กรณีที่มีกําไร นักลงทุนก็สามารถถอนกําไรออกไปได กรณีที่ขาดทุน ตลาดหลักทรัพยจะกําหนดขอบเขตว่า ถ้าราคาหลักทรัพย์ลดต่ำลง จะทําให้อัตรามาร์จินลดลงจากอัตรามาร์จินขั้นต้นไปได้ต่ำสุดเท่าใด
จึงมีการกําหนดอัตรามาร์จินขั้นต่ำ( Maintenance margin ) ขึ้น ถ้าอัตรามาร์จินลดลงต่ำกว่า Maintenance margin นักลงทุน
จะถูกเรียกให้นําเงินไปใส่ในบัญชีเพิ่มขึ้น( Margin call )

    ตัวอย่าง เช่น สมมติกําหนด Initial margin เท่ากับ 60% และ Maintenance margin requirement เท่ากับ 25%
ถ้านักลงทุนซื้อหลักทรัพย 200 หุ้นๆ ละ 50 บาท มูลค่าของหลักทรัพย = 10,000 บาท ภายใตInitial margin requirement ที่กําหนด นักลงทุนต้องออกเงินเอง 6,000 บาท และกู้ยืมจากหลักทรัพย์มาลงทุนอีก 4,000 บาท ( สมมติไม่คํานึงถึง
ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายและดอกเบี้ยในการกู้ยืม ) ต่อมาถ้าราคาหลักทรัพย์นี้ลดลงไปเป็น 26.625 บาทต่อหุ้น มูลค่าของ
หลักทรัพยจะลดลงเหลือ 26.625 X 200 = 5,325 บาท ถ้าหักเงินกู 4,000 บาท แล้ว ส่วนที่เป็นทุน( Equity )
ของนักลงทุนจะเหลือเพียง 1,325 บาทเท่านั้น คิดเป็นอัตรามาร์จินใหม เท่ากับ 1,325/5,325 = 24.88% ซึ่งน้อยกว่า Maintenance margin requirement 25% นักลงทุนจะถูกเรียกเงินเพิ่มเพื่อใหอัตรามาร์จินกลับเข้าสู่ระดับที่กําหนด
ถ้าไม่สามารถนําเงินมาเพิ่มได บริษัทหลักทรัพยจะบังคับขาย( Forced sale ) หลักทรัพย์นั้นทันทีในราคาตลาด และนําเงินมาหักหนี้เงินกู้ก่อน คงเหลือเท่าใด จึงจ่ายคืนนักลงทุน


    สําหรับการซื้อขาย Options โดยปกติจะไม่มีการซื้อขายแบบมาร์จิน ยกเว้นกรณีการซื้อหรือขายแบบที่ไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในมือ( Naked options ) เช่น กรณีผู้ขาย Call options ควรมีหลักทรัพย์อยู่ในมือ เพื่อให้แน่ใจว่า เมื่อผู้ซื้อ Call options จะใช้สิทธิซื้อหลักทรัพย ก็จะสามารถส่งมอบหลักทรัพย์ให้ได้ทันที หรือกรณีผู้ซื้อ Put options ก็ควรจะมีหลักทรัพย์อยู่ในมือ เพื่อให้แนใจว่า เมื่อจะใช้สิทธิจะสามารถส่งมอบหลักทรัพย์ที่ต้องการขายตามสิทธิให้แก่ผู้ขาย Put options ไดการซื้อหรือขาย Naked options จึงมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ถ้าฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในมือ ตลาด Options จึงมักออกกฎระเบียบว่า การซื้อขาย
Naked options ต้องซื้อขายแบบมาร์น เพื่อให้นําเงินบางส่วนมาวางเป็นประกันเอาไว



Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์

+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ส / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand