Banner20140318_TSIonYouTube
การวิเคราะห์งบการเงิน
Print this page Print this page  | Send to friend Send to friend

 

จากข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินข้างต้น เราสามารถอ่านและวิเคราะห์ได้ดังนี้

    -          ด้านสภาพคล่อง

    Current Ratio ในปี 2544 และปี 2545 เท่ากับ 2.75 เท่า และ 2.40 เท่า ตามลำดับ การลดลงของ Current ratio ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจถ้าอ่านงบ Fund flow มาก่อน การลดลงของ Current Ratio แม้จะบอกทิศทางว่าสภาพคล่องของบริษัทมีระดับลดลงกว่าเดิม แต่จากการอ่านงบ Fund Flow เราทราบว่าบริษัทไม่มีการใช้เงินผิดประเภท อีกทั้งขนาดของ
Current Ratio 2.40 เท่า ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง โดยสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีอยู่ยังคุ้มครองหนี้สินหมุนเวียนได้อีกมาก

    สำหรับ Quick Ratio ก็มีทิศทางเช่นเดียวกันกับ Current Ratio กล่าวคือมีระดับลดลงจาก 0.95 เท่าเป็น 0.68 เท่าในปี 2544 และปี 2545 ตามลำดับ แม้ว่าจะสะท้อนถึงสภาพคล่องที่ลดลงแต่เนื่องจากในกรณีบริษัทนี้มีสินค้าคงเหลือเป็นรายการ
ที่สำคัญของกิจการ เมื่อตัดออกไปแล้วจึงมีผลต่อ Quick Ratio มาก อย่างไรก็ตามในกรณีตัวอย่างนี้การใช้ข้อสรุปในการวิเคราะห์จาก Current Ratio ดูจะมีความเหมาะสมกว่า

    แม้จะเห็นว่า Current Ratio อยู่ในอัตรา 2.40 เท่า ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมีมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนอยู่
2.40 เท่า แต่ถ้าจะให้เห็นว่าสภาพคล่องอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงจริงต้องพิจารณาด้วยว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรายการที่สำคัญได้แก่ ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือมีคุณภาพดีจริง ในกรณีบริษัทนี้ จำนวนวันที่เรียกเก็บหนี้ลดลงจาก 20 วัน เป็น 15 วัน และจำนวนวันหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือลดลงมากจาก 144 วัน เป็น 131 วัน แสดงให้เห็นว่าการบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนหลัก
ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อวิเคราะห์มาถึงจุดนี้จะทำให้เราสามารถมั่นใจได้มากขึ้นว่าสภาพคล่องของบริษัทอยู่ใน
เกณฑ์ดีและเป็นปกติ

    -          ด้านการบริหารสินทรัพย์

    อัตราส่วน Total Asset Turnover เท่ากับ 2.02 เท่า และ 2.26 เท่าในปี 2544 และปี 2545 ตามลำดับ ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์รวมในการสร้างให้เกิดยอดขายทำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าในปี 2545
ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 62 ล้านบาท แต่อัตราส่วน Total Asset Turnover กลับเพิ่มไม่สูงมากนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะบริษัทไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น และสินทรัพย์เหล่านี้ยังไม่ได้สร้างรายได้ให้แก่กิจการได้อย่างเต็มที่ในช่วงแรก สาเหตุดังกล่าวนี้
ส่งผลให้เห็นชัดเจนเมื่อทำอัตราส่วน Fixed Asset Turnover ซึ่งเท่ากับ 8.06 เท่า และ 7.41 เท่า ในปี 2544 และปี 2545
ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์จะยังไม่ได้ปรับปรุงดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด แต่ในระดับที่เป็นอยู่ก็ยังถือว่าประสิทธิภาพยังอยู่ในเกณฑ์ดี และถ้ายังคงรักษาผลการดำเนินงานที่ดีเช่นเดิมนี้ไว้ได้ การบริหารสินทรัพย์ควรจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ในอนาคต

    -          ด้านภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงิน

    การสรุปเกี่ยวกับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงินสามารถพิจารณาได้จากอัตราส่วนภาระหนี้สิน (Leverage Ratios)
จากการพิจารณาความเสี่ยงทางการเงินจากภาระหนี้สินพบว่า Debt Ratio และ Debt to Equity Ratio มีระดับสูงขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์แล้วพบว่า ภาระหนี้สินนี้ถูกคุ้มครองด้วยสินทรัพย์ที่ยังมีคุณภาพดี และส่วนของผู้ถือหุ้น จึงทำให้
แน่ใจว่าภาระหนี้สินของบริษัทนี้ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก และอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าหนี้

    ส่วนค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาระหนี้สินซึ่งวัดจากดอกเบี้ยจ่าย ความสามารถในการจ่ายค่าใช้จ่ายทางการเงินนี้วัดจาก
อัตราส่วน Times Interest Earned ซึ่งในกรณีบริษัทตัวอย่างนี้ เท่ากับ 5.2 เท่า และ 7.2 เท่า ในปี 2544 และปี 2545
ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการนำกำไรจากการดำเนินงานมาจ่ายดอกเบี้ยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ดังนั้นภาพรวมสรุปได้ว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายหนี้และดอกเบี้ยจ่ายได้ ซึ่งแสดงถึงเจ้าหนี้ของบริษัทยังคงได้รับ
ความคุ้มครองอยู่ในเกณฑ์ดีได้ต่อไป

    -          ด้านความสามารถในการทำกำไร

    อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้วัดผลการดำเนินงานของกิจการ สามอัตราส่วนแรกที่ได้จากกลุ่มนี้ได้แก่ อัตราส่วนกำไรขั้นต้น / ขาย (Gross Profit Margin) อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน / ขาย (Operating Profit Margin) และ อัตราส่วนกำไรสุทธิ / ขาย (Net Profit Margin) เราจะเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งในการอ่าน Common – Size งบกำไรขาดทุน ซึ่งสรุปได้ว่าความสามารถในการทำกำไรของกิจการยังอยู่ในเกณฑ์ดี (แต่ถ้าปรับปรุงหรือมี
การควบคุมต้นทุนขายได้ดีกว่านี้ ความสามารถในการทำกำไรก็จะมีระดับสูงกว่านี้อีก)

    นอกจากนี้ยังมีอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไร ได้แก่ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์รวม (Return on Asset : ROA) และ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) จากข้อมูลของบริษัทขอนแก่นเกริกไกรพบว่า อัตราส่วนทั้งสองนี้มีระดับสูงขึ้น ชี้ให้เห็นว่า ROA ซึ่งวัดประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ไปสร้างกำไรทำได้ดีขึ้น และกำไรที่สูงขึ้นนี้ส่งผลดี ทำให้อัตราผลตอบแทนสำหรับผู้ถือหุ้น (ROE) มีระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม

 



Banner20140318_TSIonYouTube_footer




+ วางแผนเงินออม
+ วางแผนใช้จ่ายเงิน
+ วางแผนหนี้สิน


+ วางแผนประกัน
+ วางแผนเกษียณ


+ วางแผนลงทุน
+ วางแผนภาษี


+ วางแผนมรดก


+ กำหนดเป้าหมายการลงทุน


+ 6 ขั้นตอนซื้อขายอย่างเซียน
+ วีธีเลือกโบรกเกอร์


+ หุ้น
+ กองทุนรวม
+ LTF & RMF
+ ETF
+ ฟิวเจอร์ / ออปชั่น




+ บทความผู้ประกอบวิชาชีพ
+ เส้นทางอาชีพสู่ตลาดทุน
+ Job Oppotunity




+ ปฏิทินกิจกรรมประจำปี
+ กิจกรรมเด่นประจำเดือน



+ บทเรียนออนไลน์
    TSI e-Learning

+ สัมมนาออนไลน์
    TSI Online Seminar

+ เกร็ดความรู้การลงทุนออนไลน์
    TSI on Youtube



+ กิจกรรมเยาวชน / ครู
+ กิจกรรมมหาวิทยาลัย
+ กิจกรรมผู้ลงทุน
+ กิจกรรมผู้ประกอบวิชาชีพ



หน้าหลัก | เกี่ยวกับ TSI | Newsletter | ถาม-ตอบ | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์


ติดต่อเรา : S-E-T Call Center Tel. 0-2229-2222 | ติดต่อทาง e-mail | เงื่อนไขการใช้เว็บไซต์

Copyright © 2000 - 2014, All rights reserved Thailand Securities Institute (TSI), The Stock Exchange of Thailand